ทำไมต้องบวงสรวงพญางำเมืองในวันที่ 5 มีนาคม
บทความโดย วิมล ปิงเมืองเหล็ก (ภาพประกอบ/คุณมอส และอรุณ พวงสุวรรณ )
…….
วันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี เมืองพะเยาจะจัดพิธีบวงสรวง “พญางำเมือง” ที่อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมืองเป็นประจำ และถือเป็นงานใหญ่ของจังหวัดเลยทีเดียว เพราะเพียบพร้อมไปด้วยพิธีกรรมทั้งผี พราหมณ์ พุทธ ตลอดทั้งวัน

ที่ว่าผีก็เพราะตลอดค่อนวัน พวกทรงเจ้าเข้าผี ผีมดผีเม็ง ผีมดซอนเม็ง เจ้าพ่อประตูผา เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก เจ้าพ่อขุนน้ำ มาร่ายรำท่ามกลางเสียงเพลงจากวงปาดแนนับกว่า 200 ชีวิต นี่ไม่นับเจ้าพ่อที่อ้างว่ามาจากอินเดีย จีน ญี่ปุ่น ที่มาเพ่งดวงตะวันทุกปี ส่วนพราหมณ์ก็จะมีพิธีบวงสรวงแบบพราหมณ์ ที่เต็มไปด้วยหมู เห็ด เป็ด ไก่ เหล้าขาว เหล้าสี และนานาผลไม้ เต็มโต๊ะบวงสรวง โดยชมรมลูกสาวพ่อขุนเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนพิธีกรรมแบบพุทธที่มีเสียงสวดเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์จำนวน 9 รูป ในประรำพิธี ส่วนตอนเย็นก็จะมีขบวนแห่เครื่องสักการะมาจากอำเภอต่าง ๆ เต็มลานอนุสาวรีย์

หลายคนมักจะถามผมว่า ทำไมต้องมาจัดในวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี ผมจึงพยายามรวบรวมข้อมูลเพื่อจะหาคำตอบ ให้ผู้สงสัยทั้งหลายโดยพอจะประมวลเรื่องราวได้ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ผมได้อ่านข้อเขียนของพระราชวิสุทธิโศภณ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) เจ้าคณะจังหวัดพะเยา (ปัจจุบันคือ หลวงปู่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดพระเจ้าตนหลวง )เขียนเรื่อง ประวัติพญางำเมือง เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา ลงในหนังสือ ล้านนาไทย อนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ (เชียงใหม่ 2526-2527) ว่า “งำเมืองประสูติปีจอสัมฤทธิศก จุลศักราช 600 ตัว พ.ศ. 1781 วันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 เวลารุ่งได้ฤกษ์ 17 ชื่ออนุราช” โดยมีมีดวงชาตาเป็นภาพประกอบ แต่ไม่ได้บอกที่มาว่าอ้างอิงมาจากไหน

สรุปก็คือว่า พญางำเมืองประสูติในเดือน 6 เหนือ หรือเดือนมีนาคม ส่วนวันที่เท่าไหร่นั้นต้องไล่ตามดวงชาตาราศีย้อนหลังอีกหลายร้อยปี

ประเด็นที่สอง จากการบอกเล่าของหลวงพ่อพระเทพวิสุทธิญาณ หรือ หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล แห่งวัดอนาลโยทิพยาราม ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ท่านว่า “ เป็นการสืบเนื่องมาจากที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จมาเป็นประธานบวงสรวงครั้งแรกในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2530 ก็เลยถือธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา”

จากเหตุผลสองประเด็นดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า ก่อนที่วัดอนาลโยทิพยารามจะทูลเชิญเสด็จฟ้าหญิงองค์เล็กมาบวงสรวงอนุสาวรีย์นั้น หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล ในฐานะผู้ออกทุนสร้างคงจะได้ปรึกษากับหลวงพ่อวัดพระเจ้าตนหลวง ในฐานะผู้เขียนประวัติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในประเด็นที่หนึ่ง จึงได้กำหนดงานบวงสรวงขึ้นเป็นครั้งแรก นับจากปี พ.ศ. 2530 ถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาถึง 30 ปี

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมต้องเป็นอนุสาวรีย์ของพญางำเมือง พญาอื่น ๆ เช่นพญาเจือง พญายุธิษฐิระ พญาคำแดง ทำไมไม่สร้าง

คำตอบนี้น่าจะลงที่ว่า พญางำเมือง เป็นเจ้าเมืองพะเยาที่มีความสัมพันธ์กับพญามังราย เจ้าเมืองเชียงราย และพ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักของเมืองไทย
พญางำเมืองเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองพะเยาอันดับที่ ๙ ประสูติเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๘๑ เป็นโอรสของพ่อขุนมิ่งเมือง พระมารดาไม่ปรากฏชื่อ ได้เรียนวิทยาการจากสำนักพระฤษีสุกทันตะ เมืองละโว้ (ลพบุรี) ร่วมกับพญามังราย เมืองเชียงราย และพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัย ปี พ.ศ. ๑๘๐๑ ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดา โดยยึดหลักธรรมการปกครองอยู่ ๒ อย่างคือ อปริหานิยธรรมและประเวณีธรรม จนบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข

ปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ได้ร่วมกับ พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหง สร้างเมืองเชียงใหม่ เสร็จแล้วกลับมาครองเมืองพะเยาจนถึงปี พ.ศ. ๑๘๔๑ ถึงแก่พิราลัย มีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา

ประเด็นที่ยกมาถกเถียงกันในวงวิชาการปัจจุบันคือเรื่องชื่อเจ้าเมือง 3 องค์ คือ พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงนี่แหละ

ทางเมืองเชียงรายก็อยากจะเปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์ ชื่อสะพาน ชื่องานประเพณีต่าง ๆ จากพ่อขุนเม็งราย เป็นพญามังราย เมืองพะเยาก็อยากจะเปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมืองเป็นพญางำเมือง เหมือนกับชื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยพะเยาว่า “หอประชุมพญางำเมือง” เพราะชื่อ “พ่อขุน” เป็นตำแหน่งเจ้าเมืองของสุโขทัย

โดยอ้างอิงจากหลักฐานทั้งศิลาจารึกและเอกสารทางประวัติศาสตร์เป็นใบลานปั๊บสาว่า มีเฉพาะคำว่า “ลาวงำเมือง” พระญางำเมือง” และ “พญางำเมือง” ไม่มีคำว่า “พ่อขุน” แม้แต่แห่งเดียว

ที่เรียกกันติดปากมาว่า พ่อขุนงำเมือง อาจจะอิงกับชื่อพระสหายที่มาจากเมืองสุโขทัยว่า พ่อขุนรามคำแหง เพราะเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักดังกล่าวมาแต่ต้น

ที่นี่มาว่าเรื่องของตัวอนุสาวรีย์ “พ่อขุนงำเมือง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมกว๊านพะเยาในขณะนี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร

เมื่ออำเภอเมืองพะเยาได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๐ คณะสงฆ์ ราชการและประชาชนจึงร่วมกันสร้างพระอนุสาวรีย์ขึ้นที่ริมกว๊านพะเยาบริเวณสวนสมเด็จย่า ๙๐ โดยเริ่มวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ มอบให้ ผศ. เรืองสุข อรุณเวช เป็นผู้ออกแบบ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหารฯ เป็นองค์วางศิลาฤกษ์ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเททอง ที่วัดบวรนิเวศวิหารฯ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้อัญเชิญพระอนุสาวรีย์จากกรุงเทพฯ มาตั้งที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาแล้วจัดขบวนแห่โดยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนนักเรียน นักศึกษา ซึ่งนำโดย นายสุดจิตร คอวณิช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มาตั้งที่ฐานแท่นริมกว๊านพะเยา และเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดขณะเริ่มเคลื่อนขบวนแห่ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเปิดพระอนุสาวรีย์ และ วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงทำพิธีบวงสรวงองค์พญางำเมืองเป็นครั้งแรก และถือเป็นวันบวงสรวงพญางำเมืองเป็นประเพณีทุกปี.

ถึงปี พ.ศ. 2553 สมัยท่านพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้มอบให้สำนักงานโยธาและผังเมืองจังหวัดพะเยาทำโครงสร้างซุ้มประตูโขง ซึ่งออกแบบและตกแต่งโดยนายสมภพ ขันธะกิจ หรือสล่าแดง คนเดียวกันกับผู้ปั้นนาคริมกว๊านพะเยา ให้ชื่อว่า “ซุ้มหอคำหลวง”

ครับ..ก็พอจะตอบคำถามของผู้ที่สงสัยได้กระมัง….