โดย วิมล ปิงเมืองเหล็ก ภาพ อรุณ พวงสุวรรณ
————–
วันที่ 5 มีนาคม 2556 เป็นวันบวงสรวงอนุสาวรีย์พญางำเมือง กษัตริย์เมืองพยาวอันดับที่ 9 ซึ่งได้ปฏิบัติกันมานับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2530 รวมปีนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 26
หลายคนชอบถามผมว่า ทำไมชาวพะเยาถึงต้องบวงสรวงอนุสาวรีย์พญางำเมืองในวันที่5 มีนาคมของทุกปี หรือว่าเป็นวันประสูติขององค์ท่านหรือ…

บางครั้งผมก็มั่วตอบไปว่า น่าจะใช่ เพราะพญางำเมืองตามหลักฐานปรากฏในใบลานตำนานเมืองพะเยาว่า เกิดวันพฤหัสบดี (วัน 5) เดือน 6 (มีนาคม) ขึ้น 1 ค่ำ ปีพุทธศักราช 1781
แต่จากการบอกเล่าของ พระเทพวิสุทธิญาณ (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล) เจ้าอาวาสวัดอนาลโยทิพยาราม หรือ ดอยบุศราคัม ท่านว่า เป็นการสืบเนื่องมาจากที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จมาเป็นประธานบวงสรวงครั้งแรกในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2530 ก็เลยถือธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา


ก็เป็นอันว่าสองเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบวงสรวงอนุสาวรีย์พญางำเมืองในวันที่ 5 มีนาคม ทุกปี

ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ที่ผมจะนำมาเขียนเล่าขานในวันนี้ แต่ผมต้องการจะแหย่รังแตนให้เกิดความเห็นต่างในเชิงประวัติศาสตร์ และต้องการจะ “ต่อยอด” (คำนี้พวกเรียนปริญญาโทชอบใช้) ว่าพญางำเมืองเป็นวีรบุรุษแห่งสันติภาพของอาณาจักรภูกามยาวจริงหรือ


ความจริงบรรยากาศของการเรียนรู้เรื่องท้องถิ่นของเราที่เมืองพะเยาในปัจจุบันกำลังเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่หลวงปู่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธัมมปัญโญมหาเถระ)ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาจุดประกายไฟไว้ให้จนถึงมีการเปิดหลักสูตร “พะเยาศึกษา” ของมหาวิทยาลัยพะเยา

บ่อยครั้งที่ผมได้รับเชิญไปสอน ไปวิพากย์งานของนิสิต จะสังเกตเนื้อหาของงานค้นคว้าจะวนเวียนแต่เรื่อง พระเจ้าตนหลวง กว๊านพะเยา พระหินทราย วัดติโลกอาราม พญางำเมือง บ้านโบราณ ปลานิล ปลาส้มปลาฟักขี้ปลาขม ฯลฯ แต่ไม่ลงลึกสมกับเป็นงานระดับบัณฑิต หรือ มหาบัณฑิต บางเนื้องานจะอยู่ในระดับมัธยมต้นอีกซ้ำไป

ครับ..ก็ยังนับว่าดีกว่าไม่มีการศึกษาเรื่องราวของบ้านเมืองตนเองเอาเสียเลย
ว่ากันด้วยเกร็ดของพญางำเมืองเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันบวงสรวงกันดีกว่า เรื่องแรกว่ากันด้วยชื่อของพระองค์ บางคนถามว่าตกลงชื่อของท่านเรียกว่าอย่างไรระหว่าง “พ่อขุนงำเมือง” ตามที่จารึกติดฐานอนุสาวรีย์ และ”พญางำเมือง” ตามที่เห็นใช้กันทั่วไป แม้แต่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยพะเยาก็ใช้ว่า “หอประชุมพญางำเมือง”

ตลอดชีวิตของผมที่ศึกษาเรื่องนี้มาพอจะเล่าให้ฟังได้ว่า เคยพบทั้งในจารึกและใบลานปั๊บสาที่เขียนถึงมักปรากฏเพียง 4 คำ คือ ท้าวงำเมือง ลาวงำเมือง พญางำเมือง และพระญางำเมือง ไม่เคยพบคำว่า “พ่อขุน” ในหลักฐานใดเลย

คนที่พูดและเขียนน่าจะนำไปอิงกับชื่อกษัตริย์เมืองสุโขทัยที่ใช้ตำแหน่งกษัตริย์ว่า “พ่อขุน” เช่น พ่อขุนบางกลางหาว พ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น
ยิ่งมีเรื่องราวมาเกิดเป็น “กิ๊ก” กับนางอั้วสิม กันที่เมืองพยาว ก็เลยให้ความชอบธรรมกับคำว่า “พ่อขุน” มีน้ำหนักมากขึ้น

ส่วนพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักรและตำนานเมืองพะเยาที่เขียนว่า “ท่านไป ณ ที่ใดที่นั้นแดดก็บ่ฮ้อนฝนก็บ่ฮำ ท่านจักใคร่บดก็บด ท่านจักให้แดดก็แดด เหตุดังนั้นจึงขึ้นชื่อว่า “งำเมือง”

ถ้าจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เด็กปัจจุบันฟัง มันก็คงจะหัวเราะเยาะว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ถ้าบอกว่า ในสมัยของพระองค์น่าจะต้องการความสงบ ไม่ชอบการสงคราม บ้านเมืองจึงอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข (ฤดูฝนน้ำก็ไม่ท่วม ฤดูแล้งก็ไม่ร้อนจนตับแตก) เด็กสมัยนี้มันพอจะรับฟังได้


ความที่ไม่ชอบทะเลาะกับใคร พอจะยกตัวอย่างได้ในเรื่องที่พญามังราย กษัตริย์เมืองเชียงรายมาขอเมือง “แช่พราน” หรือเมืองพานในปัจจุบัน พญางำเมืองก็ยกให้แต่โดยดี เห็นแก่ไมตรีที่เป็น “ผีปู่ย่าเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม ผมว่าผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเพื่อนร่วมห้องเรียนแห่งกรุงละโว้ (พ่อขุนราม พญางำเมือง พญามังราย) น่าจะเป็นการร่วมกันสร้างเมืองในที่ราบแห่งขุนดอยสุเทพและริมแม่น้ำปิงคือ เมืองเชียงใหม่ ต่อมากลายเป็นศูนย์อำนาจของอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม

ที่นี้กลับไปอ่าน “พื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด” หรือ ประวัติศาสตร์เมืองน่าน ที่ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล น้องสาวที่รักของผมได้ปริวรรตแล้วส่งมาให้ผมเล่มหนึ่ง ปรากฏว่าเรื่องราวของพญางำเมืองกษัตริย์เมืองพยาวกลับเป็นผู้ร้ายไปเสียฉิบ


พื้นเมืองน่าน เขียนไว้ว่าพญางำเมืองยกทัพมาปล้นเมืองปัว (เมืองน่านเก่า) แม่ท้าวคำพินชายาพญาเก้าเกลื่อนซึ่งครองเมืองอยู่ได้หนี “ดั้นดอนชอนป่าออกหนีไปขุนคอดยอดห้วยน้ำ..” จนกำเนิดลูกชายระหว่างทาง ต่อมาคือ พญาผานอง

ากนั้นพญางำเมืองจึงส่งชายาคือนางอั้วสิมและลูกชายชื่อ เจ้าอามป้อมมาครองเมืองปัวกว่ายี่สิบปี จนลูกชายแม่ท้าวคำพินโตขึ้น ยกทัพมารบเอาเมืองคืนพร้อมกับได้ชายาพญางำเมืองเป็นของแถม ดูจะอีรุงตุงนังหนักเข้าไปอีก..


สรุปว่า พื้นเมืองน่าน มองพญางำเมืองเป็นผู้รุกราน ฝักใฝ่สงคราม ซึ่งตรงกันข้ามกับเนื้อหาในตำนานเมืองพะเยา


อ่านเรื่องนี้ เราก็พบสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ จะดีจะชั่ว ขึ้นอยู่กับว่า คนเขียนหรือคนบันทึกนั้น เป็นคนของใคร…เอวัง.