จาก “เขยพะเยา” ที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจในจังหวัดนี้ สู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสของพะเยาผ่านทั้งโรงแรม การท่องเที่ยว และกาแฟ เรื่องของ “ชลกฤษ ฟองสายชล” จึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจจะกลับบ้าน แต่เริ่มจากชีวิตที่ถูกสถานการณ์บางอย่างพากลับมา แล้วค่อย ๆ มองเห็นว่า เมืองเล็กแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด
ชลกฤษเกิดที่ชลบุรี เติบโตและทำงานส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลายมาเป็น “เขยพะเยา” เพราะภรรยาเป็นคนพะเยาทายาทโรงแรมเกตเวย์ ช่วงแรกเขาไม่ได้มีแผนจะย้ายมาอยู่ที่นี่จริงจัง พะเยาในความคิดเวลานั้นเป็นเพียงเมืองที่เดินทางมาหาภรรยา ก่อนกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ
“ถ้าไม่มีโควิด วิธีดำเนินธุรกิจจะไม่มีพะเยาอยู่ในแผนเลย จะเป็นมาหาภรรยา คือพะเยา แล้วก็กลับไปทำงานกรุงเทพฯ”
แต่โควิดกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อการทำงานและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป แผนที่ไม่เคยมีชื่อพะเยาก็ค่อย ๆ ถูกเขียนขึ้นใหม่ และเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการมองเมืองด้วยสายตาของคนทำธุรกิจ
เขาเริ่มเห็นว่าพะเยากำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม ที่พัก และธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในพื้นที่ที่เขาเข้ามามีบทบาทคือ “พะเยาเกตเวย์” โรงแรมขนาดใหญ่ของจังหวัดที่มีห้องพักมากกว่า 100 ห้อง และรองรับการประชุมหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ได้หลายร้อยคน ไปจนถึงระดับประมาณ 1,000 คน
แต่สำหรับชลกฤษ การร่วมบริหารโรงแรมขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าพะเยาจะพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวแล้ว เพราะโจทย์สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้ผู้มาเยือนไม่เพียงแค่ผ่านเมือง แต่เลือกที่จะพักและใช้เวลาอยู่ที่นี่
ปัญหาหนึ่งที่พะเยาเผชิญมานานคือภาพของ “เมืองทางผ่าน”
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางผ่านพะเยา แวะถ่ายรูปที่กว๊านพะเยา แล้วเดินทางต่อไปเชียงรายหรือจังหวัดอื่น การทำให้คนหยุดรถจึงไม่ยากเท่ากับการทำให้เขา “พักค้างคืน”
“เราต้องทำยังไงให้เขาอยู่กับเราให้นานขึ้น ให้เขาใช้จ่ายในพื้นที่เรา แล้วเขากลับมาอีก”
สำหรับชลกฤษ กว๊านพะเยายังคงเป็นภาพแรกที่สามารถทำหน้าที่เป็นประตูบานใหญ่ของเมืองได้ รวมถึงพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมที่มีเอกลักษณ์อย่างเวียนเทียนกลางน้ำ
กว๊านพะเยาอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงไม่กี่นาที สามารถเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือใช้ชีวิตริมกว๊านได้ ขณะเดียวกันจังหวัดยังมีทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่
เขาเปรียบพะเยาเหมือนสิ่งที่คนยังมองไม่เห็นคุณค่าเต็มที่
“เหมือนแกะผ้าขี้ริ้วห่อทอง”
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “พะเยามีอะไร” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้คนอยากอยู่กับสิ่งเหล่านี้นานขึ้น”
วิธีคิดเรื่องการสร้างมูลค่าจากทรัพยากรท้องถิ่นของชลกฤษไม่ได้หยุดอยู่ที่การท่องเที่ยว อีกพื้นที่หนึ่งที่เขาเข้าไปสร้างธุรกิจคือ “กาแฟ”
ในเรื่องราวของ SCT – Siam Coffee Trade ซึ่งเขาเป็น Co-founder จุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดจากแผนธุรกิจขนาดใหญ่ หากเริ่มจากบทสนทนาเล่น ๆ ระหว่างนั่งกินข้าวต้มกับ Co-founder
คำถามคือ หากพะเยามีของดีอย่างข้าวหอมมะลิ แล้วทำไม “กาแฟ” จะกลายเป็นอีกโอกาสหนึ่งของจังหวัดไม่ได้
“ทำไมต้องเป็นกาแฟ?”
คำตอบของพวกเขาค่อนข้างเรียบง่าย เพราะกาแฟเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากใช้เริ่มต้นวันใหม่ และเบื้องหลังถ้วยกาแฟหนึ่งแก้วมีทั้งเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก คุณภาพเมล็ด การซื้อขาย การแปรรูป และตลาดที่เชื่อมโยงกันอยู่
จากบทสนทนาเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ กลายเป็นการลงมือทำจริง
ในปี 2566 SCT ก่อตั้งลานรับซื้อเมล็ดกาแฟแห่งแรกของจังหวัดพะเยา และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยจัดทำ Big Data เพื่อช่วยตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟในแต่ละล็อต
เป้าหมายคือทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เมล็ดกาแฟมาจากไหน ผ่านกระบวนการใด และมีคุณภาพอย่างไร ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต้องการผลักดันกาแฟไทยไปสู่ตลาดระดับสากล
จากปริมาณเพียงไม่กี่ร้อยตันในช่วงที่ผ่านมา เป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ตัน
เรื่องกาแฟจึงสะท้อนอีกด้านของชลกฤษในฐานะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ คือการมองทรัพยากรในพื้นที่แล้วถามว่า จะทำอย่างไรให้มันเดินทางจากชุมชนไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเพิ่มมูลค่าให้กับคนต้นทางไปพร้อมกัน
กลับมาที่ธุรกิจท่องเที่ยว ชลกฤษมองว่าพะเยามีห้องพักรวมทั้งจังหวัดประมาณ 2,000 กว่าห้อง หากมองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวอาจดูไม่น้อย
แต่เมื่อเกิดกิจกรรมขนาดใหญ่กลับพบว่าความต้องการสามารถล้นความสามารถในการรองรับได้
เขายกตัวอย่างการแข่งขันกีฬาที่พะเยา ซึ่งทำให้ที่พักในจังหวัดเต็มจนผู้เข้าร่วมบางส่วนต้องไปพักที่เชียงราย
ประสบการณ์เหล่านี้นำไปสู่แนวคิดการจัดตั้ง “สมาคมโรงแรมและที่พักจังหวัดพะเยา” เพื่อให้โรงแรม รีสอร์ต โฮมสเตย์ และที่พักรูปแบบต่าง ๆ มีพื้นที่ทำงานร่วมกัน
แนวคิดนี้ไม่ได้ต้องการลดการแข่งขัน แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญหา พัฒนามาตรฐาน และประสานความร่วมมือในเรื่องที่แต่ละรายไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง
“เห็นต่างไม่แปลกครับ เห็นต่างมันสร้างมุมมองที่รอบคอบ แต่แตกแยกนี่ต่างหากที่เป็นปัญหา ผมว่าเห็นต่างได้แต่ต้องไม่แตกแยก”
สำหรับเขา การยกระดับมาตรฐานไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการผลักใครออกจากระบบ แต่ควรเริ่มจากการชวนกันพัฒนา ทั้งเรื่องการบริการ ความปลอดภัย การฝึกอบรมพนักงาน การใช้สารเคมี การพัฒนาทักษะพ่อครัว อาหารท้องถิ่น การจัดการขยะ และสิ่งแวดล้อม
แม้แต่ที่พักที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอย่างสมบูรณ์ เขาก็ไม่ได้มองว่าควรถูกผลักออกไป
“เราไม่ได้มองว่า เอ้ย เราถูกต้องแล้วคนอื่นไม่ถูกต้อง เราจะไปไล่บี้เขา ไม่ใช่ เราทำยังไงให้เราอยู่รอด เหมือนพี่น้อง”
และเขาอธิบายบทบาทของผู้ประกอบการรายใหญ่ไว้ว่า
“เราก็เป็นพี่ใหญ่ที่คอยให้คำปรึกษาเขา”
เพราะในธุรกิจท่องเที่ยว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับที่พักแห่งหนึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่อทั้งจังหวัดได้
อีกเหตุผลสำคัญของแนวคิดนี้มาจากบทเรียนช่วงโควิด เมื่อโรงแรมถูกสั่งปิด ผู้ประกอบการยังต้องรับผิดชอบเรื่องแรงงานและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แม้ไม่มีรายได้
ชลกฤษมองว่าเหตุการณ์เช่นนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
“วิกฤตมันเหมือนจะมีทุกปี”
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมีไม่ใช่เพียงแผนรับมือของแต่ละธุรกิจ แต่ต้องมีช่องทางที่สามารถรวบรวมข้อมูลและปัญหา แล้วสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีน้ำหนัก
ในเบื้องต้นเขาหวังว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และจากการพูดคุยกับโรงแรมขนาดใหญ่หลายแห่งก็ได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้แนวคิดกลายเป็นรูปธรรม
เมื่อมองเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน กาแฟกับโรงแรมอาจดูเหมือนเป็นธุรกิจคนละโลก แต่สำหรับชลกฤษ ทั้งสองเรื่องกลับมีคำถามคล้ายกัน
พะเยามีอะไรอยู่แล้ว และเราจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
กาแฟหนึ่งเมล็ดมีเรื่องราวของเกษตรกร พื้นที่ คุณภาพ และตลาด ขณะที่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนก็มีทั้งเวลา เงิน และประสบการณ์ที่สามารถกระจายไปสู่ร้านอาหาร ที่พัก ตลาด และผู้ประกอบการในพื้นที่
หากพะเยาทำให้เขาเพียงแวะถ่ายภาพริมกว๊าน เมืองก็ได้เพียงการมองเห็นชั่วครู่
แต่ถ้าทำให้เขาพักหนึ่งคืน กินอาหารท้องถิ่น เดินตลาด ใช้บริการคนในพื้นที่ ซื้อของกลับบ้าน และอยากกลับมาอีกครั้ง เมืองก็จะได้รับประโยชน์มากกว่าการเป็นเพียงจุดแวะผ่าน
นี่อาจเป็นภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองธุรกิจแยกออกจากเมือง
จากชายที่ครั้งหนึ่งไม่เคยคิดว่าพะเยาจะอยู่ในแผนชีวิต กลายเป็นคนที่กำลังมองหาว่า พะเยาจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร
และบางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่อยู่ที่การมองสิ่งที่มีอยู่แล้วด้วยสายตาใหม่
ทั้งกว๊านพะเยา ที่พัก กาแฟ อาหาร วัฒนธรรม ผู้ประกอบการ และผู้คน
เพราะพะเยาอาจไม่ได้ขาดของดี
สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ของดีเหล่านั้นกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยากมา อยากพัก และอยากกลับมาอีกครั้ง
จาก “เมืองทางผ่าน” จึงอาจค่อย ๆ กลายเป็นเมืองที่คนตั้งใจมา
และจากคนที่เคยคิดว่า “มาพะเยาแล้วก็กลับกรุงเทพฯ” อาจกลายเป็นคนที่กำลังชวนคนอื่นว่า
“ลองอยู่พะเยาดูสักคืน แล้วคุณอาจค้นพบว่าเมืองนี้มีอะไรอีกมากกว่าที่คิด”
พะเยาทีวี 4 ตุลาคม 2569
[………เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รายการพะเยาทัศน์ ทางเพจพะเยาทีวี ………] https://www.youtube.com/live/7npTqFzCEj4?si=9d7NkQZQyXAlGIyT
เขยพะเยาสายเทค : ชลกฤษ ฟองสายชล กับธุรกิจบนสายท่องเที่ยว ที่พัก และกาแฟ

