Site icon พะเยาทีวี

จากปัตตานีสู่ภูกามยาว นายอำเภอหญิงคนแรก กับภารกิจทำให้คนพะเยา “ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น”

Screenshot

จากปลายด้ามขวานสู่ภูกามยาว

สนทนากับ “กิตติวรรณ จักรณรงค์” นายอำเภอหญิงคนแรก กับภารกิจทำให้คนในพื้นที่ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น

ปลายเดือนสิงหาคม 2569 พะเยาทีวีมีโอกาสพูดคุยกับ “นางสาวกิตติวรรณ จักรณรงค์” หรือ “นายอำเภอกิ๊ก” นายอำเภอภูกามยาว ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 และถือเป็นนายอำเภอหญิงคนแรกของอำเภอภูกามยาว

เส้นทางของเธอน่าสนใจไม่น้อย เพราะก่อนจะเดินทางขึ้นเหนือมารับตำแหน่งครั้งแรกในชีวิตการเป็นนายอำเภอ เธอทำงานอยู่ที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส และเป็นคนจังหวัดปัตตานี ก่อนย้ายมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในนราธิวาสนานกว่า 10 ปี

จากพื้นที่ชายแดนใต้สู่จังหวัดพะเยา ระยะทางอาจไกลกันสุดขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เธอพบกลับคล้ายกัน นั่นคือ “คนในพื้นที่”

“ตอนแรกก็มีความกังวลนะคะ เพราะเราไม่เคยห่างไกลบ้านขนาดนี้มาก่อน แต่ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวงการนักปกครอง เราก็ต้องพร้อมที่จะไปทำงานในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอยู่แล้ว”

ก่อนมาพะเยา เธอเคยผ่านงานในภาคกลาง ทั้งที่เสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และดอนพุด จังหวัดสระบุรี รวมถึงเคยมาอบรมที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จึงพอมีประสบการณ์กับพื้นที่ภาคเหนืออยู่บ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้กลับมาอยู่ภาคเหนืออีกครั้ง

เมื่อเห็นคำสั่งแต่งตั้งและชื่อ “ภูกามยาว จังหวัดพะเยา” ความเข้าใจแรกของเธอคือ ภูกามยาวน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีภูเขายาว ๆ และเต็มไปด้วยภูเขา

จนกระทั่งได้เดินทางมาถึงจริง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันแรกกลับไม่ใช่ภูเขา แต่คือ “น้ำใจ”

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่เดินทางมาต้อนรับและให้กำลังใจ ทำให้ความกังวลของคนที่เดินทางมาจากอีกฟากหนึ่งของประเทศค่อย ๆ หายไป

“รู้สึกอบอุ่นใจมากค่ะ ยิ่งอยู่ไปก็ยิ่งรู้สึกว่าทุกคนที่นี่น่ารักมาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายท้องที่ ท้องถิ่น หรือพี่น้องประชาชน”

เธอบอกว่า จากที่เคยมีคนถามว่าจะขอย้ายหรือไม่ คำตอบในวันนี้คือ “ยังไม่เลยค่ะ” เพราะเริ่มรู้สึกผูกพันกับพื้นที่และผู้คน

“หลงรักทั้งบริบทพื้นที่ แล้วก็หลงรักทุกคนด้วยค่ะ”

นายอำเภอไม่ได้ทำงานคนเดียว

สำหรับกิตติวรรณ การเป็นนายอำเภอไม่ใช่การนั่งอยู่บนที่ว่าการอำเภอแล้วรอให้ปัญหาถูกส่งขึ้นมา แต่ต้องลงไปเห็นพื้นที่ เข้าใจปัญหา และเชื่อมคนที่อยู่ในพื้นที่เข้าหากัน

เธออธิบายแนวคิดการทำงานของตัวเองว่า นายอำเภอควรทำหน้าที่คล้าย “Area Manager” หรือผู้จัดการพื้นที่ ที่ต้องมองเห็นภาพรวมของทั้งอำเภอ รู้ว่าพื้นที่ไหนมีปัญหาอะไร และรู้ด้วยว่าใครสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหานั้นได้

“ปัญหาของชุมชนในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อน หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด เราจึงต้องอาศัยกลไกระดับพื้นที่”

กลไกเหล่านั้นไม่ได้มีเพียงหน่วยงานราชการ แต่รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน วัด กลุ่มสตรี อสม. กลุ่มอาชีพ และประชาชน

คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด และมักรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงของชุมชนคืออะไร

หน้าที่ของนายอำเภอจึงไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือการประสาน สนับสนุน และเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม

“เราต้องเข้าใจพื้นที่ เข้าถึงประชาชน แล้วก็ทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน”

จาก “นายอำเภอ” สู่ “ลูกหลานคนหนึ่งของภูกามยาว”

สิ่งหนึ่งที่เธอประทับใจคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประชาชน

แม้จะเป็นนายอำเภอ แต่เมื่อเดินตลาดหรือออกไปในพื้นที่ ประชาชนเข้ามาทักทาย พูดคุย และบางครั้งส่งข้อความมาหาโดยตรงเมื่อพบปัญหา

“บางครั้งก็มี DM มาบอกว่า นายคะ ตรงนี้มีต้นไม้ล้ม หรือตรงนี้มีน้ำท่วมนา อยากให้นายมาดู”

ข้อความเหล่านี้ทำให้บทบาทของนายอำเภอเปลี่ยนจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ให้กลายเป็นคนหนึ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงได้

เธอเปรียบตัวเองว่าเป็น “ลูกหลานคนหนึ่งในอำเภอภูกามยาว”

และเมื่อออกไปพบปัญหา สิ่งที่อยู่ในใจระหว่างทางไปกับระหว่างทางกลับมักแตกต่างกัน

ขาไปอาจคิดว่า จะช่วยเขาได้อย่างไร จะแก้ปัญหาได้หรือไม่

แต่ขากลับ หากได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ได้รับการช่วยเหลือ ความเหนื่อยก็กลายเป็นความสุข

“พอเราได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เราได้ช่วยเขา มันทำให้รู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ”

ภูกามยาวกับการทำงานแบบ “ร่วมคิด ร่วมทำ”

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางการทำงานของนายอำเภอกิตติวรรณ คือปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในช่วงการก่อสร้างทางรถไฟ

ในช่วงก่อสร้าง มีพื้นที่บางจุดที่ทางน้ำไม่สามารถไหลได้ตามปกติ ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นและกระทบพื้นที่นา

แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อำเภอได้ประสานกับการรถไฟฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคนในพื้นที่ ลงไปดูจุดเกิดเหตุร่วมกัน

บางจุดต้องใช้รถแม็คโครเปิดทางน้ำ บางจุดต้องทำทางเลี่ยง และบางจุดต้องแก้ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่

“แต่ละจุดปัญหาไม่เหมือนกัน เราก็ต้องลงไปดูจริง ๆ ว่าตรงนี้จะทำอย่างไร”

สำหรับเธอ นี่คือเสน่ห์ของภูกามยาว

“ร่วมกันคิด ร่วมกันดำเนินการ ร่วมกันแก้ไขปัญหา แล้วก็ร่วมรับผลประโยชน์จากการที่เรามาร่วมกันพัฒนา”

แต่ในระยะยาว เธอมองว่าปัญหาอย่างน้ำท่วมหรือปัญหาภาคการเกษตรไม่ควรถูกแก้เฉพาะหน้าไปปีต่อปี เพราะหลายเรื่องเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

เมื่อหน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญจึงเป็นการสร้างความรู้สึกว่า ประชาชนเป็น “เจ้าของชุมชน” และมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

“ถ้าได้มีการประชาคมในพื้นที่ หรือได้พูดคุยกันตั้งแต่แรก ก็น่าจะเป็นการดีกว่า”

ในมุมมองของเธอ การสร้างการมีส่วนร่วมอาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ คือการทำความเข้าใจ พูดคุย และสร้างกิจกรรมที่ทำให้คนได้กลับมาร่วมกันทำอะไรบางอย่าง

เพราะเมื่อคนรู้สึกว่า “นี่คือชุมชนของเรา” การแก้ปัญหาก็จะไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

“เหนื่อยที่มีความสุข” กับงานกาชาด

นอกจากงานบริหารพื้นที่แล้ว นายอำเภอกิตติวรรณยังทำหน้าที่นายกกิ่งกาชาดอำเภอภูกามยาวด้วย

ภารกิจสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การออกเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ การมอบทุนการศึกษา รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุ เช่น กรณีไฟไหม้บ้านในตำบลดงเจริญ

เธอบอกว่า งานเหล่านี้อาจเหนื่อย แต่เป็น “ความเหนื่อยที่มีความสุข”

เพราะไม่ใช่เพียงตัวเธอเอง แต่สมาชิกกิ่งกาชาดทุกคนต่างมีความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่น

ในพื้นที่ภูกามยาว ยังมีภาคส่วนอื่นที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะพระครูไทยและวัดม่อนพญานาค ซึ่งมีส่วนสนับสนุนถุงยังชีพและสิ่งของเพื่อส่งต่อให้ประชาชนที่เดือดร้อน

สำหรับเธอ การทำงานลักษณะนี้จึงเหมือนการเป็น “สะพานบุญ” เชื่อมความช่วยเหลือจากผู้ให้ไปสู่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

วัดม่อนพญานาค กับพื้นที่ที่มากกว่าวัด

บทสนทนาอีกช่วงหนึ่งพาไปถึงสถานที่ที่ใช้เป็นฉากของการพูดคุยครั้งนี้ คือวัดม่อนพญานาค

กิตติวรรณยอมรับว่า เมื่อเห็นสถานที่แห่งนี้ครั้งแรก เธอรู้สึกทึ่ง

“ตอนแรกทึ่งมากเลยค่ะ รู้สึกว่า ภูกามยาวเป็นอำเภอของจังหวัดพะเยา แต่มีสถานที่ที่อลังการขนาดนี้เลยหรือ”

ยิ่งเมื่อมีโอกาสเข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน เธอได้สัมผัสพื้นที่ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งการถือศีล เดินจงกรม และฟังธรรมจากพระครูไทย

สิ่งที่เธอประทับใจไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือวิธีการสื่อสารธรรมะที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตของคนทั่วไป

เธอมองว่า วัดม่อนพญานาคไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางศาสนา แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน กิจกรรมจิตอาสา การปลูกต้นไม้ และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ

จึงเป็นอีกหนึ่ง “ทุนทางสังคม” ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับการพัฒนาพื้นที่ได้

เป้าหมายง่าย ๆ ของนายอำเภอหญิงคนแรก

เมื่อถามว่า อยากเห็นภูกามยาวเป็นอย่างไร กิตติวรรณไม่ได้ตอบด้วยโครงการขนาดใหญ่หรือเป้าหมายที่ซับซ้อน

คำตอบของเธอเรียบง่าย

“อยากให้ประชาชนในภูกามยาวมีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็มีความสุข”

ก่อนจะขยายความเป็นประโยคที่ฟังแล้วเห็นภาพการทำงานของเธอได้ชัดเจน

“อยากให้เขามีทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น”

นี่อาจเป็นนิยามที่เรียบง่ายที่สุดของงานปกครอง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภารกิจที่ต้องใช้ความร่วมมือจากคนทั้งพื้นที่

เพราะการทำให้คนหนึ่งคนมีความสุข อาจทำได้ด้วยการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

แต่การทำให้คนทั้งอำเภอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องอาศัยทั้งระบบ ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และการทำงานร่วมกัน

“รักนาย อย่าทิ้งนายกันไปไหนนะคะ”

ก่อนจบบทสนทนา นายอำเภอกิตติวรรณฝากข้อความถึงพี่น้องชาวภูกามยาว

เธอบอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่การเป็นนายอำเภอครั้งแรกในชีวิตได้เกิดขึ้นที่อำเภอแห่งนี้ และรู้สึกประทับใจกับมิตรไมตรี ความรื่นเริง และน้ำจิตน้ำใจของผู้คน

“ตั้งใจจะเป็นนายอำเภอของทุก ๆ ท่านให้ดีที่สุดค่ะ”

แล้วปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้บรรยากาศการสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“รักนาย อย่าทิ้งนายกันไปไหนนะคะ”

สำหรับนายอำเภอหญิงคนแรกของภูกามยาว การเดินทางจากปัตตานีและนราธิวาสขึ้นมาถึงพะเยา อาจเป็นเพียงการย้ายตำแหน่งตามวิถีราชการ

แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ การมาถึงของเธอกำลังกลายเป็นอีกบทหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่าง “คนทำงานรัฐ” กับ “คนในชุมชน”

ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำสั่งหรืออำนาจ หากเริ่มจากการลงพื้นที่ รับฟัง เข้าใจ และช่วยกันแก้ปัญหา

ท้ายที่สุดแล้ว งานของนายอำเภออาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ทุกปัญหาหายไปทั้งหมด

แต่อาจอยู่ที่การทำให้คนในพื้นที่รู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาไม่ได้ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

และสำหรับภูกามยาวในปี 2569 คำถามที่น่าติดตามต่อไปจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “นายอำเภอหญิงคนแรกจะทำอะไรให้ภูกามยาว”

แต่คือ “เมื่อคนทั้งอำเภอรู้สึกว่า นี่คือพื้นที่ของเรา เราจะช่วยกันทำให้ภูกามยาวเป็นเมืองแบบไหน”

Exit mobile version