11,000 คนมาเยือนพะเยา เมืองมีที่พักพอไหม?
“คำมอกหลวงเกมส์” กับโจทย์ท้าทายเมือง เมื่อการเป็นเจ้าภาพไม่ได้จบแค่มีสนามแข่งขัน
พะเยากำลังจะมีโอกาสต้อนรับผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ระหว่างวันที่ 24–30 ตุลาคม 2569 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 49 “คำมอกหลวงเกมส์” มีโรงเรียนสาธิตเข้าร่วม 26 สถาบัน แข่งขัน 19 ชนิดกีฬา และมีนักกีฬาและผู้ควบคุมทีมประมาณ 11,000 คน
ตัวเลข 11,000 คนจึงไม่ได้เป็นเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขัน แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของเมืองพะเยา ว่าเมืองขนาดกลางแห่งนี้มีความพร้อมเพียงใด หากต้องรองรับคนจำนวนหลายพันคนที่เดินทางเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องสนามแข่งขัน ที่พัก อาหาร การเดินทาง ความปลอดภัย และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตตลอดช่วงเวลาของการแข่งขัน
หนึ่งในคำถามที่น่าจับตามองที่สุดคือเรื่อง “ที่พัก” เพราะแม้พะเยาจะมีห้องพักรวมทั้งจังหวัดประมาณ 2,000 ห้อง แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเมืองสามารถนำห้องพักทั้งหมดมาใช้รองรับงานขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน
ที่พักของจังหวัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ มีทั้งโรงแรม รีสอร์ต และที่พักขนาดเล็ก ขณะที่งานขนาดใหญ่ต้องการห้องพักจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน และต้องคำนึงถึงระยะทางจากสนามแข่งขัน ความสะดวกในการเดินทาง ความสามารถในการรองรับเป็นกลุ่ม รวมถึงระบบอาหารและบริการอื่น ๆ
พูดง่าย ๆ คือ “จำนวนห้องพักทั้งหมด” กับ “จำนวนห้องพักที่พร้อมรองรับงานใหญ่” เป็นคนละเรื่องกัน
หากนำตัวเลข 2,000 ห้องมาเทียบกับผู้เข้าร่วมงานประมาณ 11,000 คน จะเห็นทันทีว่าความต้องการที่พักในช่วงเวลาดังกล่าวมีขนาดใหญ่ แม้ในความเป็นจริงนักกีฬาและผู้ควบคุมทีมไม่ได้พักห้องละหนึ่งคน และไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าร่วมทั้งหมดจะต้องเข้าพักในโรงแรมของจังหวัดพะเยา แต่ตัวเลขนี้ก็สะท้อนขนาดของโจทย์ได้อย่างชัดเจน
ที่สำคัญ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ใช้สนามอยู่เพียงแห่งเดียว โดยมีการใช้พื้นที่แข่งขันทั้งในมหาวิทยาลัยพะเยา พื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดพะเยา และสนามกีฬาในจังหวัดเชียงรายด้วย ทำให้เรื่องการเดินทางและการจัดสรรที่พักกลายเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์การบริหารงานโดยตรง
การใช้สนามในเชียงรายไม่ได้หมายความว่าการจัดงานมีปัญหา เพราะสนามแต่ละชนิดมีข้อจำกัดและมาตรฐานแตกต่างกัน การเชื่อมโยงทรัพยากรระหว่างสองจังหวัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการแข่งขัน แต่ในมุมการพัฒนาเมือง เรื่องนี้กำลังสะท้อนคำถามอีกด้านว่า หากพะเยาต้องการก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่สามารถรองรับงานกีฬา งานประชุม งานมหกรรม หรือกิจกรรมระดับประเทศ เมืองจำเป็นต้องมีองค์ประกอบอะไรเพิ่มขึ้นอีกบ้าง
เพราะการเป็นเจ้าภาพงานขนาดใหญ่ไม่ได้จบลงเมื่อมีสนามแข่งขันพร้อม
ผู้มาเยือนต้องมีที่พัก ต้องกินอาหาร ต้องเดินทาง ต้องใช้บริการ และหากมีเวลาเหลือ พวกเขาก็อาจออกไปเที่ยว ซื้อสินค้า และใช้จ่ายในพื้นที่ หากระบบเหล่านี้ทำงานได้ดี คน 11,000 คนก็ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน” แต่สามารถกลายเป็นกำลังซื้อก้อนใหญ่ที่กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจของเมือง
ในทางกลับกัน หากที่พักในพะเยาไม่สามารถรองรับความต้องการในช่วงเดียวกันได้ ผู้เข้าร่วมบางส่วนก็อาจต้องขยับออกไปพักในจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะเชียงราย ซึ่งมีระบบโรงแรมและธุรกิจบริการที่รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยู่แล้ว
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “พะเยามีห้องพักพอหรือไม่”
แต่คือ เมื่อพะเยาเป็นเจ้าภาพ เงินจากคนที่เดินทางเข้ามาจะไหลเข้าสู่เศรษฐกิจของพะเยามากแค่ไหน
นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะนักกีฬา ครู ผู้ปกครอง และผู้ติดตามไม่ได้ใช้เงินเฉพาะค่าที่พัก พวกเขายังต้องกินข้าว ซื้อกาแฟ ใช้บริการรถ ซื้อของฝาก และอาจเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หากสามารถทำให้คนเหล่านี้อยู่และใช้จ่ายในพะเยาได้มากขึ้น งานหนึ่งงานก็สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจท้องถิ่นได้มากกว่าที่เห็นอยู่ในสนามแข่งขัน
ในทางกลับกัน หากคนจำนวนหนึ่งต้องออกไปพักนอกจังหวัด รายได้จากโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และการใช้จ่ายบางส่วนก็อาจไหลตามออกไปด้วย
นี่จึงเป็นโจทย์ที่พะเยาควรเริ่มมองให้ไกลกว่าเรื่อง “โรงแรมมีพอหรือไม่”

เพราะสิ่งที่เมืองกำลังต้องการอาจไม่ใช่เพียงจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “ความสามารถในการรองรับเมือง” ทั้งระบบ
สนามพร้อมหรือไม่ ที่พักพร้อมหรือไม่ ระบบขนส่งพร้อมหรือไม่ ร้านอาหารสามารถรองรับคนจำนวนมากได้หรือไม่ และที่สำคัญ เมืองมีระบบที่จะทำให้คนที่เดินทางเข้ามาได้รู้จักพะเยามากกว่าสถานที่จัดการแข่งขันหรือไม่
หากมองในมุมนี้ “คำมอกหลวงเกมส์” จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬาของนักเรียนจาก 26 สถาบัน แต่กำลังเป็นเสมือนการทดลองขนาดใหญ่ของเมืองพะเยา ว่าเมื่อคนจำนวนมากเดินทางเข้ามาพร้อมกัน เมืองจะสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
สิ่งที่ควรติดตามหลังจบการแข่งขันจึงไม่ควรมีเพียงผลการแข่งขันหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่ควรมีคำตอบด้วยว่า นักกีฬาและผู้ติดตามพักที่ไหน มีผู้เข้าพักในพะเยากี่คน มีคนต้องออกไปพักนอกจังหวัดหรือไม่ ธุรกิจท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร และเงินจากงานครั้งนี้หมุนเวียนอยู่ในจังหวัดมากน้อยเพียงใด
เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้มากกว่าว่า “พะเยาจัดงานสำเร็จหรือไม่”
มันจะบอกว่า พะเยาพร้อมแค่ไหนสำหรับการเป็นเมืองที่รองรับงานขนาดใหญ่ในอนาคต
วันนี้อาจเป็น 11,000 คน
แต่หากพะเยาต้องการเติบโตเป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองประชุม เมืองกีฬา หรือเมืองที่สามารถดึงงานระดับประเทศเข้ามาได้ คำถามที่เมืองต้องเตรียมตอบอาจเป็นว่า หากวันหนึ่งมีคนเดินทางเข้าพะเยา 20,000 หรือ 30,000 คนพร้อมกัน เมืองจะรับมืออย่างไร
- โรงแรมจะพอหรือไม่
- อาหารจะพอหรือไม่
- รถจะพอหรือไม่
- สนามจะพอหรือไม่
และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อคนเหล่านั้นกลับบ้านไปแล้ว พวกเขาจะทิ้งอะไรไว้ให้เมืองพะเยาบ้าง นอกจากความทรงจำจากการแข่งขัน
คำมอกหลวงเกมส์จึงอาจเป็นโอกาสให้พะเยาได้สำรวจตัวเองครั้งใหญ่ เพราะการเป็นเจ้าภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดงานให้ผ่านไปได้ แต่หมายถึงการทำให้คนที่เดินทางเข้ามาสามารถ พัก กิน เดินทาง เที่ยว ใช้จ่าย และสัมผัสเมือง ได้อย่างเต็มที่
และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญของพะเยาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเมืองที่คน “แวะมาเที่ยว” ไปสู่เมืองที่คน “ตั้งใจเดินทางมา”
ท้ายที่สุด คำถามเรื่องโรงแรมจึงไม่ใช่เรื่องของธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว
แต่มันคือคำถามว่า เมืองพะเยาพร้อมแค่ไหนที่จะเติบโต
เพราะเมื่อเมืองบอกว่าอยากรับนักท่องเที่ยว อยากรับงานใหญ่ อยากสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องมีให้พร้อมไม่ใช่เพียงสถานที่สวยงาม
แต่ต้องมี “เมือง” ที่พร้อมรองรับคนเหล่านั้นด้วย