Site icon พะเยาทีวี

เวียงลอไม่ได้มีไว้ให้เที่ยว แต่มีไว้ให้คนพะเยารู้จักตัวเอง

ถ้าพูดถึง “เวียงลอ” กับคนพะเยา หลายคนอาจรู้จักชื่อ แต่ไม่แน่ว่าจะรู้ว่าใต้ผืนดินและท้องนาของอำเภอจุนมีเรื่องราวของเมืองโบราณที่ยาวนานเกือบพันปีซ่อนอยู่ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทั้งชุมชนการค้า เมืองหน้าด่าน พื้นที่ยุทธศาสตร์ และศูนย์กลางทางศาสนา เชื่อมโยงผู้คนจากลุ่มน้ำอิง ลุ่มน้ำยม ไปจนถึงลุ่มน้ำโขง รวมถึงความสัมพันธ์กับเชียงใหม่ สุโขทัย อยุธยา และดินแดนที่ไกลออกไปกว่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “เวียงลอมีอะไรให้เที่ยว” แต่คือคำถามว่า ทำไมคนพะเยาในวันนี้จึงควรรู้จักเวียงลอ

การเดินทางเข้าสู่พื้นที่ราบจุน-เทิง ระหว่างดอยจิกจ้อง ดอยอิงรอด และสายน้ำอิง ภาพแรกที่เห็นอาจไม่ได้ต่างจากชนบทพะเยาที่เราคุ้นเคย ท้องนา บ้านเรือน ภูเขา และแม่น้ำ แต่เมื่อมองผ่านหลักฐานทางโบราณคดี พื้นที่ธรรมดาแห่งนี้กลับเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ที่ยาวไกลกว่าที่คิด

โดยเฉพาะ หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ราว 2,000–1,500 ปีมาแล้ว ทั้งหลุมศพ เครื่องมือเหล็ก และลูกปัดแก้ว ซึ่งนักวิชาการมองว่าหลักฐานเหล่านี้สะท้อนการติดต่อกับเครือข่ายการค้าภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือพื้นที่บริเวณคาบสมุทร

นั่นหมายความว่า ก่อนที่จะมีคำว่า “จังหวัดพะเยา” ก่อนจะมีเส้นแบ่งเขตการปกครองอย่างที่เรารู้จัก ผู้คนบนผืนดินแห่งนี้ก็มีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมาแล้ว

ชื่อเวียงลอปรากฏในตำนานพื้นเมืองเกี่ยวกับการกำเนิดเมืองพะเยา และเรื่องราวของขุนจอมธรรมกับขุนเจือง ข้อมูลจากเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเวียงลอน่าจะก่อตัวเป็นชุมชนมาแล้วอย่างน้อยประมาณ 900 ปี และมีสถานะเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรภูกามยาว จุดที่ตั้งของเวียงลอเองก็ช่วยอธิบายความสำคัญได้ดี เพราะเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่เชื่อมระหว่างลุ่มน้ำอิงกับลุ่มน้ำยม และแม่น้ำอิงยังเชื่อมต่อไปยังลุ่มน้ำโขง

เวียงลอจึงไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คน สินค้า การเดินทาง และอำนาจทางการเมืองเคลื่อนผ่าน สิ่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ของเวียงลอไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของอำเภอจุนเพียงแห่งเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างเมืองพะเยาและความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในภาคเหนือ

ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ความสำคัญของเวียงลอยิ่งปรากฏชัดขึ้น เมืองทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้และมีส่วนร่วมกับกองทัพเชียงใหม่ในการทำสงครามหลายครั้ง ขณะที่ในสมัยพระเมืองแก้วมีหลักฐานจารึกกล่าวถึงขุนนางผู้ปกครองเมืองลอ ทั้งหมื่นลอมงคลและหมื่นลอเทพศรีจุฬา

หลักฐานเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเวียงลอเคยมีระบบการปกครองและมีความสัมพันธ์กับศูนย์กลางอำนาจของล้านนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเมืองที่ปรากฏอยู่ในตำนานเท่านั้น

ช่วงเวลาหนึ่งของเวียงลออาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ศาสนา และการสร้างบ้านแปลงเมือง หลักฐานทางโบราณคดีพบโบราณสถานประเภทวัดวาอารามประมาณ 40–50 แห่ง และปัจจุบันมีการขุดแต่งแล้ว 16 แห่ง พระพุทธรูปที่พบในพื้นที่สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรมทั้งล้านนา สุโขทัย เชียงแสน และอยุธยา

ขณะที่เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาต่าง ๆ รวมถึงเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง แสดงให้เห็นว่าเวียงลอเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าที่กว้างกว่าพื้นที่พะเยาในปัจจุบันมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉพาะในพระพุทธรูปหรือโบราณสถานขนาดใหญ่ แม้แต่อิฐก้อนหนึ่งก็สามารถเล่าเรื่องได้ อิฐที่พบในเวียงลอบางก้อนมีอักษรฝักขามและอักษรธรรมล้านนา บางก้อนมีตัวเลขที่บอกถึงการนับจำนวน บางก้อนมีรอยเท้าสุนัขหรือรอยเท้าเด็ก และบางก้อนมีข้อความที่สะท้อนอารมณ์ของคนในช่วงเวลาที่ผลิตอิฐ

นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวกลับมีชีวิตขึ้นมา เพราะเบื้องหลังเมืองใหญ่ วัดใหญ่ และกำแพงเมือง ล้วนมีคนธรรมดาที่ลงมือสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

เมืองโบราณแห่งนี้จึงทำให้เราเห็นพะเยาในมิติที่ลึกกว่าแผนที่จังหวัดหรือเขตการปกครอง เราเห็นว่าพื้นที่ที่เราเรียกว่าพะเยาในวันนี้เคยเป็นพื้นที่ของการเดินทาง การแลกเปลี่ยน การค้า การสงคราม ศาสนา และการตั้งถิ่นฐานของผู้คนหลายยุคหลายสมัย

เราเห็นว่าความเป็นพะเยาไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับจังหวัดในความหมายปัจจุบัน แต่ค่อย ๆ ก่อรูปจากผู้คนและชุมชนจำนวนมากที่เชื่อมโยงกันผ่านแม่น้ำ ผ่านภูเขา ผ่านเส้นทางการค้า และผ่านความเชื่อ

ขณะเดียวกัน เวียงลอยังสอนเราอีกเรื่องหนึ่งว่า เมืองโบราณไม่ได้มีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยนักโบราณคดีเพียงอย่างเดียว

นักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาเมืองโบราณมักถูกมองผ่านโจทย์การท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “พลังของชุมชน” เพราะชุมชน โรงเรียน และโบราณสถานสามารถเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาวได้ หากคนในพื้นที่ยังรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องของตัวเอง

คำพูดของอดีตผู้ใหญ่บ้านเวียงลอยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ บ้านเรือน พื้นที่นา และแหล่งโบราณคดีสามารถอยู่ในภูมิทัศน์เดียวกันได้

สิ่งสำคัญคือการเคารพพื้นที่ ไม่บุกรุก ไม่ทำลาย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือคนในชุมชนต้องสามารถเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ เพราะถ้าชุมชนไม่สามารถเล่าเรื่องของตัวเองได้ วันหนึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็อาจเหลือเพียงข้อมูลในป้ายพิพิธภัณฑ์ ขณะที่คนเจ้าของพื้นที่กลับไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับมัน

สำหรับคนพะเยา เวียงลอจึงน่าจะถูกมองใหม่ จาก “แหล่งโบราณคดี” ไปสู่ “พื้นที่เรียนรู้ความเป็นพะเยา” ที่นี่มีทั้งเรื่องของสายน้ำ การจัดการทรัพยากร การเกษตร การค้า การเมือง ศาสนา ศิลปกรรม การย้ายถิ่น และการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับมรดกทางวัฒนธรรม

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ยังเกี่ยวข้องกับพะเยาในวันนี้ และบางเรื่องอาจเกี่ยวข้องกับอนาคตของจังหวัดมากกว่าการท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ

เพราะสุดท้ายแล้ว คุณค่าของเวียงลออาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนมาเยือน แต่อยู่ที่จำนวนคนพะเยาที่รู้สึกว่า “นี่คือเรื่องของเรา” เมื่อคนรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาจะอยากรู้จัก เมื่อรู้จักก็จะเห็นคุณค่า และเมื่อเห็นคุณค่าก็จะเกิดความอยากรักษา

นี่อาจเป็นเส้นทางที่ทำให้เมืองโบราณแห่งหนึ่งไม่กลายเป็นเพียงพื้นที่อนุรักษ์ที่เงียบเหงา แต่ยังเป็นเมืองที่มีชีวิต มีคนรุ่นใหม่เข้ามาตั้งคำถาม มีชุมชนช่วยกันเล่าเรื่อง และมีความหมายต่อคนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ

เวียงลอจึงไม่ได้มีไว้ให้คนพะเยาภูมิใจเพียงว่า “บ้านเรามีเมืองโบราณเก่าแก่” แต่ควรทำให้เราเข้าใจด้วยว่า พะเยาที่เราอยู่ในวันนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

บางทีการกลับไปทำความรู้จักเวียงลอ อาจไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีต หากเป็นการกลับมาทำความเข้าใจตัวเราเองว่า เราเป็นคนของเมืองแบบไหน มีรากมาจากไหน และมีอะไรที่ควรส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป

……………
พะเยาทีวี : เรียบเรียงจากรายการ ประวัติศาสตร์นอกตำรา
หากต้องการรายละเอียด โปรดดูตามคลิปลิงก์ไว้ https://youtu.be/emEAZisM9Ng?si=wFOBGLEhHj8mnDzF

Exit mobile version