หากถามว่า “พะเยามาจากไหน?” คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนง่าย แต่เมื่อย้อนกลับไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงๆ กลับพบว่าเมืองพะเยาไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง และไม่ได้มีผู้คนกลุ่มเดียวที่สร้างเมืองขึ้นมา หากแต่เป็นผลจากการสะสมของภูมิศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน การเมือง การสงคราม ศาสนา การค้า และการเคลื่อนย้ายของผู้คนตลอดหลายร้อยปี
เรื่องราวจากรายการ “ประวัติศาสตร์นอกตำรา” ชวนให้คนพะเยากลับไปมองเมืองของตัวเองในอีกมุมหนึ่ง เมืองที่วันนี้ดูเหมือนสงบและเล็กเมื่อเทียบกับศูนย์กลางขนาดใหญ่ของภาคเหนือ แท้จริงแล้วเคยเป็นพื้นที่สำคัญทางการเมืองและศาสนาของล้านนา และมีช่วงเวลาที่เมืองขยายตัวจนต้องสร้างพื้นที่เมืองแห่งใหม่ขึ้นมา
หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือเรื่องของ “เจ้าสี่หมื่น” ตำแหน่งที่มีความเฉพาะกับเมืองพะเยา โดยคำว่า “สี่หมื่น” หมายถึงการปกครองสี่เมือง ได้แก่ เวียงพะเยา เวียงลอ เวียงเทิง และเวียงอ้อย(ปง) นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง พะเยาไม่ได้เป็นเพียงเมืองหนึ่งที่อยู่ชายขอบของล้านนา แต่มีโครงสร้างอำนาจที่เชื่อมโยงกับเมืองโดยรอบอย่างเป็นระบบ
เรื่องของเจ้าสี่หมื่นยังสะท้อนให้เห็นว่าพะเยาเคยเป็นพื้นที่ที่ราชสำนักเชียงใหม่ให้ความสำคัญ เมื่อพญาสามฝั่งแกนส่ง “อาเลี้ยง” ขุนนางคนสำคัญมาปกครองพะเยาในปี พ.ศ. 1954 และมีหลักฐานการสร้างวัดสุวรรณมหาวิหาร พร้อมวัดบริวารอีก 42 วัด แสดงถึงความเคลื่อนไหวทางศาสนาที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในเมืองพะเยา
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พะเยาในเวลานั้นอาจไม่ได้มีภูมิทัศน์เมืองเหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน
หลักฐานจากจารึกทำให้เกิดข้อเสนอว่า เมืองพะเยาเคยมีการย้ายศูนย์กลางเมืองจากบริเวณเดิมใต้กว๊านพะเยาไปยังพื้นที่ที่เรียกว่า “เวียงน้ำเต้า” โดยมีข้อสันนิษฐานเรื่องน้ำท่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือข้อมูลจากจารึกชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า “เวียงพะเยา” ขณะที่ชื่อ “เวียงน้ำเต้า” เป็นชื่อที่นักวิชาการรุ่นก่อนใช้เรียกตามลักษณะรูปร่างของพื้นที่
นี่ทำให้คำถามหนึ่งน่าสนใจขึ้นทันทีว่า เมืองพะเยาที่เราเข้าใจกันในวันนี้ เคยมีศูนย์กลางอยู่ตรงไหนบ้าง และกว๊านพะเยาที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ กำลังปกปิดร่องรอยของเมืองเก่าเอาไว้มากเพียงใด
พะเยากับ “ยุคทอง” ทางพุทธศาสนา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้พะเยาโดดเด่นอย่างมากในประวัติศาสตร์ ก็คือช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในยุคของพญายุธิษฐิระ ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัยและได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสี่หมื่นปกครองพะเยาในปี พ.ศ. 2017
พญายุธิษฐิระไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านการเมืองการปกครอง แต่กลับมีหลักฐานโดดเด่นอย่างมากในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จนช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็นอีกยุคทองทางศาสนาและศิลปะของเมืองพะเยา
เบื้องหลังความรุ่งเรืองดังกล่าวมีความขัดแย้งทางศาสนาในเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่ง เมื่อพระสงฆ์นิกายสีหลหรือวัดป่าแดงเกิดความขัดแย้งกับคณะสงฆ์เดิมนิกายรามัญหรือวัดสวนดอก จนพระสงฆ์กลุ่มวัดป่าแดงส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งมั่นในพะเยา
พะเยาจึงกลายเป็นพื้นที่ที่คณะสงฆ์สองแนวทางสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ขณะที่ผู้ปกครองก็สนับสนุนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะนิกายสีหลหรืออรัญญวาสีที่ได้รับการสนับสนุนจากพญายุทิษเถียรและพระเจ้าติโลกราช
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งคือ “วัดติโลกอาราม” ซึ่งพญายุทิษเถียรสร้างขึ้นบริเวณหนองเต่าในปี พ.ศ. 2019 และได้รับพระราชทานชื่อจากพระเจ้าติโลกราช ปัจจุบันวัดแห่งนี้ตั้งอยู่กลางกว๊านพะเยา
ดังนั้น วัดกลางกว๊านที่คนพะเยาคุ้นเคย อาจไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานหรือสถานที่ท่องเที่ยว หากแต่เป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่พะเยาเคยเป็นพื้นที่สำคัญของเครือข่ายอำนาจและพระพุทธศาสนาในล้านนา
เมื่อศิลปะสุโขทัยเดินทางมาถึงพะเยา
อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “พระพะเยา” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน อาจมีรากมาจากการพบกันของวัฒนธรรมหลายสาย
พญายุธิษฐิระมีเชื้อสายจากราชวงศ์สุโขทัย และหลักฐานทางศิลปกรรมในยุคของพระองค์สะท้อนอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เข้ามาผสมกับศิลปะล้านนา จนเกิดพัฒนาการเฉพาะของศิลปะพะเยาในเวลาต่อมา
ที่วัดป่าแดงหลวงดอนชัยบุนนาค ยังพบเจดีย์ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย รวมถึงจารึกและพระพุทธรูปที่เชื่อมโยงกับพญาพญายุธิษฐิระ
พระพุทธรูป “หลวงพ่อนาค” ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีรูปแบบศิลปะสุโขทัยผสมกับลักษณะทางศิลปะล้านนา และมีจารึกที่ฐานกล่าวถึงพญาพญายุธิษฐิระในฐานะผู้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นที่วัดศรีโคมคำในปี พ.ศ. 2019
หลักฐานเหล่านี้กำลังบอกเราว่า ศิลปะพะเยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากการเดินทางของผู้คน อำนาจ ความเชื่อ และวัฒนธรรมจากหลายพื้นที่มาบรรจบกันที่เมืองแห่งนี้
เมืองพะเยาไม่ได้อยู่กับที่
ความรุ่งเรืองทางศาสนายังมาพร้อมกับการขยายตัวของเมือง
หลักฐานจารึกและโบราณวัตถุจำนวนมากชี้ว่า ในยุคพญาพญายุธิษฐิระ พื้นที่เมืองพะเยาได้ขยายตัวออกไปจากเวียงพะเยาหรือเวียงน้ำเต้าเดิม กลายเป็นลักษณะ “เวียงคู่แฝด” และเกิดศูนย์กลางเมืองแห่งที่สาม ซึ่งก็คือพื้นที่ใกล้กับกว๊านพะเยาในปัจจุบัน
เหตุผลหนึ่งที่เสนอจากหลักฐานคือ เมืองเดิมมีความหนาแน่นมากขึ้น วัดตั้งอยู่ติดๆ กัน และประชากรเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่เมืองออกไป
ภาพนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เห็นว่าพะเยาในอดีตไม่ได้เป็นเมืองที่หยุดนิ่ง แต่มีการเติบโตและปรับตัวตามจำนวนประชากรและเงื่อนไขของเมือง เช่นเดียวกับเมืองสมัยใหม่
แล้วทำไมพญาพญายุธิษฐิระจึงหายไป?
ท่ามกลางหลักฐานจำนวนมากที่สะท้อนบทบาทของพญายุธิษฐิระ กลับมีคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
หลังจากช่วงเวลาหนึ่ง พระองค์หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของล้านนา
หลักฐานสุดท้ายที่กล่าวถึงพระองค์มีอยู่ในจารึกวัดป่าเหียง โดยกล่าวถึงบทบาททางศาสนาเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นไม่ปรากฏเรื่องราวของพระองค์อย่างชัดเจนอีก
รายการตั้งข้อสังเกตว่า ความเป็นไปได้หนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับบทบาทและอิทธิพลของพระองค์ในพะเยาที่โดดเด่นมากเกินไป จนกลายเป็นสิ่งที่ราชสำนักล้านนาต้องระมัดระวัง
คำตอบที่แน่ชัดอาจยังไม่มี แต่คำถามนี้เองทำให้ประวัติศาสตร์พะเยาน่าสนใจขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเฉพาะสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ หากยังมีสิ่งที่หายไปและรอการค้นหา
จากเมืองรุ่งเรือง สู่เมืองร้าง
หลังยุคที่พะเยามีความรุ่งเรือง เมืองแห่งนี้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสงครามและการเมืองระดับภูมิภาค
เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยึดครองล้านนาได้ในปี พ.ศ. 2101 ผู้คนในล้านนาจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม ส่งผลต่อจำนวนประชากรและกำลังการผลิตของเมือง จนเกิดภาวะ “ข้าวยากหมากแพง”
สงครามดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และในปี พ.ศ. 2310 กองทัพล้านนาถูกเกณฑ์เข้าสู่สงครามกับอยุธยาอีกครั้ง เมืองต่างๆ รวมถึงพะเยาถูกกวาดผู้คนไปจำนวนมาก จนท้ายที่สุดพะเยาแทบรกร้าง
เมื่อพม่ากลับมาโจมตีอีกครั้งในปี พ.ศ. 2318 พะเยาก็ได้รับผลกระทบซ้ำ และผู้คนจำนวนหนึ่งอพยพหนีภัยสงครามไปยังพื้นที่อื่น เช่น ลำปาง
ที่วัดปงสนุก จังหวัดลำปาง มีหลักฐานเรื่องชาวพะเยาที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานและร่วมกันสร้างวัด โดยใช้ชื่อว่า “วัดพะเยา”
นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่น่าคิด เพราะเมืองหนึ่งไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์ของผู้คนที่อยู่ แต่ยังมีประวัติศาสตร์ของผู้คนที่ต้องจากไปด้วย
พะเยาถูกสร้างขึ้นใหม่จากผู้คนหลายถิ่น
หลังเมืองพะเยารกร้างอยู่เป็นเวลานาน การฟื้นเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมีการแต่งตั้งเจ้าหลวงมหาวงศ์เป็นผู้ปกครอง และมีการอพยพผู้คนจากลำปางกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
นโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ทำให้พะเยาค่อยๆ กลับมามีประชากรอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังมีชาวไทลื้อจากสิบสองปันนาอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงคำและเชียงม่วน
ดังนั้น หากถามว่าคนพะเยามาจากไหน คำตอบจึงไม่ได้มีเพียง “คนเมือง” หรือกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายของผู้คนหลายยุคหลายสมัย
สงครามทำให้คนจากไป
การเมืองทำให้คนย้าย
การแสวงหาพื้นที่ทำกินทำให้คนเข้ามา
และการฟื้นเมืองก็ทำให้ผู้คนจากหลากหลายถิ่นมาร่วมกันสร้างพะเยาขึ้นใหม่
จากเมืองโบราณสู่จังหวัดพะเยา
พะเยาค่อยๆ เติบโตขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของระบบการปกครอง จนในที่สุดพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเชียงรายและมีการปรับโครงสร้างการปกครองหลายครั้ง ได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยาในปี พ.ศ. 2520
แต่การเป็น “จังหวัดพะเยา” ในปี 2520 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของพะเยา
มันเป็นเพียงอีกหนึ่งช่วงต่อของประวัติศาสตร์เมืองที่มีอายุยาวนานกว่านั้นมาก
หากเชื่อตำนานเรื่องขุนจอมธรรมกับการก่อกำเนิดเมืองภูกามยาว พะเยากำลังเดินเข้าสู่ศตวรรษสุดท้ายก่อนครบ 1,000 ปีของประวัติศาสตร์เมือง
และตลอดระยะเวลานั้น สิ่งที่เรียกว่า “พะเยา” ไม่เคยหยุดนิ่ง
- เมืองเปลี่ยนตำแหน่ง
- อำนาจเปลี่ยนมือ
- ศาสนาเดินทาง
- ผู้คนอพยพ
- ศิลปะผสมผสาน
- สงครามทำให้เมืองร้าง
และผู้คนรุ่นใหม่ก็กลับมาสร้างเมืองขึ้นใหม่
ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามว่า “พะเยามาจากไหน?” ไม่สามารถตอบด้วยชื่อของกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว หรือปีใดปีหนึ่งได้
เพราะตัวตนของพะเยาในวันนี้เกิดจากการสะสมของผู้คนและเหตุการณ์นับร้อยนับพันปี
- บางส่วนยังอยู่ในจารึก
- บางส่วนอยู่ในวัดและโบราณสถาน
- บางส่วนอยู่ในพระพุทธรูป
- บางส่วนอยู่ใต้กว๊านพะเยา
และอีกส่วนหนึ่งอาจยังอยู่ในตัวของ “คนพะเยา” เอง
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “พะเยาเคยเป็นอะไร?”
แต่คือ
“เมื่อรู้แล้วว่าพะเยาเคยผ่านอะไรมาบ้าง เราอยากให้พะเยาเป็นอะไรต่อไป?”
นี่อาจเป็นบทสนทนาที่สำคัญที่สุด เมื่อเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่ใกล้ครบ 1,000 ปีของตัวเอง
โปรดรับชมอย่างละเอียดจาก ช่อง ประวัติศาสตร์นอกตำรา

