Site icon พะเยาทีวี

พระพุทธรูปหินทราย สกุลช่างพะเยา : ประติมากรรมจากหินก้อนหนึ่ง สู่เอกลักษณ์สำคัญของศิลปะล้านนา

เมื่อพูดถึงศิลปะล้านนา ภาพที่มักปรากฏในความรับรู้ทั่วไปคือพระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปปูนปั้น หรือพระพุทธรูปแบบเชียงแสน แต่ในพื้นที่เมืองพะเยาและลุ่มแม่น้ำอิงกลับปรากฏงานประติมากรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความโดดเด่นอย่างมาก นั่นคือ “พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา”

พระพุทธรูปกลุ่มนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะสร้างจาก “หินทราย” ซึ่งเป็นวัสดุที่แตกต่างจากพระพุทธรูปสำริดซึ่งพบอย่างแพร่หลายในล้านนาเท่านั้น หากยังมีรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะตัว ทั้งพระพักตร์ พระขนง พระนาสิก พระโอษฐ์ เม็ดพระศก สัดส่วนพระวรกาย ตลอดจนวิธีการจัดองค์ประกอบที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลป์สามารถจำแนกออกเป็น “สกุลช่างพะเยา” ซึ่งถือเป็นสกุลช่างสำคัญสกุลหนึ่งของศิลปะล้านนา

คำว่า “สกุลช่างพะเยา” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงช่างเพียงคนเดียวหรือโรงช่างแห่งเดียว หากเป็นคำที่ใช้ในทางประวัติศาสตร์ศิลป์เพื่อเรียกกลุ่มงานที่มีรูปแบบร่วมกันและสามารถติดตามพัฒนาการของงานประติมากรรมในพื้นที่พะเยาได้

เมืองพะเยากับการเกิดขึ้นของงานช่างหินทราย

พะเยาตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญในภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน และพื้นที่ทางตะวันออกของล้านนา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้เมืองพะเยาไม่ได้พัฒนาศิลปกรรมอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการรับและแลกเปลี่ยนรูปแบบทางศิลปะกับเมืองอื่นอยู่ตลอดเวลา

งานศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์ ซึ่งเป็นงานศึกษาหลักเกี่ยวกับพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา เสนอว่า แม้ตำนานและพงศาวดารบางฉบับจะกล่าวถึงเมืองพะเยาย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 17 แต่หลักฐานจากการสำรวจทางโบราณคดี ศิลาจารึก และรูปแบบศิลปกรรม ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการมีอยู่ของเมืองพะเยาในฐานะศูนย์กลางทางศิลปกรรมก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ได้อย่างชัดเจน งานศึกษาดังกล่าวจึงเสนอให้มองพัฒนาการของเมืองพะเยาและสกุลช่างพะเยาอย่างระมัดระวัง โดยเริ่มเห็นหลักฐานชัดขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19

จุดที่น่าสนใจคือพื้นที่พะเยามีแหล่งหินทรายที่สามารถนำมาใช้สร้างงานประติมากรรมได้ และมีหลักฐานแหล่งตัดหินอยู่จริง เช่น บริเวณเทือกเขาใกล้สำนักวิปัสสนาผาธรรมนิมิต ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา ซึ่งพบร่องรอยการตัดหิน รวมทั้ง “จารึกที่แหล่งตัดหิน” อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21–22

หลักฐานดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นภาพมากกว่าการพบพระพุทธรูปสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ พื้นที่พะเยามีทั้งวัตถุดิบ แหล่งตัดหิน และชุมชนที่สร้างงานประติมากรรม จึงมีเหตุผลทางโบราณคดีที่จะมองว่าการแกะสลักหินทรายเป็นกิจกรรมทางศิลปกรรมที่มีฐานอยู่ในพื้นที่จริง

ทำไมช่างพะเยาจึงนิยมใช้หินทราย

หินทรายมีคุณสมบัติแตกต่างจากโลหะสำริดอย่างมาก การสร้างพระพุทธรูปด้วยหินจำเป็นต้องเลือกก้อนหินที่เหมาะสม จากนั้นจึงสกัดและแกะส่วนเกินออกจนเกิดเป็นองค์พระ

ข้อจำกัดของวัสดุจึงมีส่วนกำหนดรูปแบบทางศิลปกรรมโดยตรง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “เม็ดพระศก” พระพุทธรูปสกุลช่างพะเยาหลายองค์ทำเม็ดพระศกเป็นลักษณะคล้ายตารางสี่เหลี่ยม มีส่วนยอดเรียวแหลม แทนที่จะทำเป็นก้นหอยหรือขดเป็นวงแบบพระพุทธรูปที่สร้างด้วยวัสดุอื่น กรมศิลปากรอธิบายว่าลักษณะเช่นนี้สัมพันธ์กับข้อจำกัดของหินทราย ซึ่งไม่เหมาะกับการสลักรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีความโค้งซับซ้อนมากนัก

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ รูปแบบที่เรามองว่าเป็น “ความงาม” ของสกุลช่างพะเยา ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ช่างต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติของวัสดุ ไม่ใช่การเอารูปแบบจากวัสดุชนิดอื่นมาถ่ายทอดลงบนหินโดยตรง

นี่เป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจศิลปะพะเยา เพราะหินทรายไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ถูกเลือกใช้ แต่เป็นตัวแปรหนึ่งที่กำหนดรูปลักษณ์ของพระพุทธรูปด้วย

ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

แม้พระพุทธรูปในแต่ละช่วงเวลาจะมีความแตกต่างกัน แต่กลุ่มที่จัดว่าเป็นสกุลช่างพะเยามักพบลักษณะร่วมหลายประการ

  • ประการแรกคือ พระพักตร์มักมีรูปไข่หรือค่อนข้างเรียว โดยบางกลุ่มมีลักษณะพระพักตร์ที่ค่อนข้างเสี้ยม
  • ประการที่สองคือ พระขนงมีลักษณะเป็นสันนูนและในกลุ่มที่พัฒนาถึงรูปแบบเฉพาะของพะเยาจะเห็นเส้นพระขนงต่อเนื่องกันเป็นลักษณะคล้าย “ปีกกา” และเชื่อมลงไปยังพระนาสิก ลักษณะนี้เป็นหนึ่งในจุดสังเกตที่สำคัญในการพิจารณาพระพุทธรูปกลุ่มพะเยา
  • ประการที่สามคือ พระนาสิกค่อนข้างโด่ง และส่วนของพระขนงกับพระนาสิกมีการเชื่อมต่อกันเป็นสัน
  • ประการที่สี่คือ พระโอษฐ์มีลักษณะเฉพาะ มุมพระโอษฐ์มักตวัดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายรอยยิ้ม กรมศิลปากรยังตั้งข้อสังเกตว่าแนวร่องที่เชื่อมบริเวณพระโอษฐ์กับพระนาสิกอาจมีความสัมพันธ์กับเทคนิคการเตรียมพื้นผิวสำหรับการพอกรัก เพื่อให้รักยึดเกาะกับหินได้ดีขึ้นด้วย
  • ประการที่ห้าคือ พระวรกายมีแนวโน้มโปร่งเพรียวในกลุ่มที่พัฒนาถึงระยะคลาสสิกของสกุลช่าง โดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ 21
  • ประการที่หกคือ นิ้วพระหัตถ์มักยาวเรียว และปลายนิ้วมีความยาวใกล้เคียงกัน ขณะที่พระหัตถ์มีลักษณะอูมและสัมพันธ์กับท่าประทับอย่างเป็นเอกลักษณ์

ส่วนปางที่พบเป็นจำนวนมากคือ “ปางมารวิชัย” ประทับขัดสมาธิราบ และยังพบพระพุทธรูปปางสมาธิ รวมถึงพระพุทธรูปทรงเครื่องในบางกลุ่มด้วย

ดังนั้น หากมองภาพรวม พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาไม่ได้มีเอกลักษณ์อยู่ที่ “การใช้หินทราย” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการประกอบกันของวัสดุ เทคนิคการแกะสลัก รูปแบบพระพักตร์ สัดส่วนพระวรกาย และพัฒนาการทางศิลปะในแต่ละยุค

จากเชียงแสนและสุโขทัย สู่ “ความเป็นพะเยา”

พุทธศิลป์พะเยาไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดขาดจากศิลปกรรมภายนอก ตรงกันข้าม จุดเด่นของสกุลช่างนี้อยู่ที่การรับอิทธิพลหลายทางแล้วนำมาปรับจนกลายเป็นรูปแบบของตนเอง

งานศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์เสนอพัฒนาการของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาออกเป็น 5 ระยะ โดยเป็นกรอบการกำหนดอายุทางประวัติศาสตร์ศิลป์ มิใช่เส้นแบ่งตายตัวของพระพุทธรูปทุกองค์

ระยะที่ 1 — ราวพุทธศตวรรษที่ 19

พระพุทธรูปในระยะแรกแสดงอิทธิพลของพระพุทธรูปเชียงแสนแบบ “สิงห์หนึ่ง” ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของศิลปะล้านนาระยะแรก

พระพุทธรูปกลุ่มนี้มีแนวโน้มแสดงพระวรกายค่อนข้างอวบ พระพักตร์และองค์ประกอบโดยรวมยังสัมพันธ์กับรูปแบบเชียงแสนอย่างชัดเจน จึงยังไม่ควรเรียกว่าเป็นรูปแบบพะเยาที่สมบูรณ์แล้ว แต่เป็นช่วงก่อรูปของสกุลช่าง

ระยะที่ 2 — ราวต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21

ระยะนี้เห็นอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบพระพักตร์ พระขนง และสัดส่วนขององค์พระ

นักวิชาการเชื่อมโยงการรับอิทธิพลสุโขทัยกับการเคลื่อนไหวของผู้คน พระสงฆ์ และความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างล้านนากับสุโขทัย หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการอาราธนาพระสุมนเถรจากสุโขทัยเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในล้านนา นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนย้ายผู้คนและช่างฝีมือจากพื้นที่พิษณุโลกเข้ามาในเขตอำนาจของล้านนาในเวลาต่อมา

จุดนี้ทำให้เห็นว่า “รูปแบบศิลปะ” ไม่ได้เดินทางด้วยตัวมันเอง แต่เดินทางมากับพระสงฆ์ ผู้คน ช่างฝีมือ การเมือง และเครือข่ายทางศาสนา

ระยะที่ 3 — ราวต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21

เป็นช่วงที่พระพุทธรูปเริ่มแสดงลักษณะ “แบบพะเยา” อย่างชัดเจนมากขึ้น

งานศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์เชื่อมโยงพัฒนาการในระยะนี้กับพระพุทธรูปสำริดแบบเชียงแสนสิงห์สอง และยก “พระเจ้าแข้งคม” วัดศรีอุโมงค์คำ จังหวัดพะเยา เป็นองค์สำคัญในการเปรียบเทียบรูปแบบ

ในช่วงนี้ลักษณะเฉพาะของพระพักตร์และรายละเอียดต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจน จนสามารถแยกออกจากอิทธิพลของศิลปะเชียงแสนหรือสุโขทัยที่รับเข้ามาในช่วงก่อนหน้าได้มากขึ้น

ระยะที่ 4 — ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21

นี่คือช่วงที่ถือเป็น “ระยะคลาสสิก” หรือช่วงรุ่งเรืองสูงสุดของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาตามกรอบการศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์

ในช่วงดังกล่าว เมืองพะเยาอยู่ในบริบทที่สัมพันธ์กับความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราชถึงสมัยพระเมืองแก้ว รูปแบบที่เคยรับอิทธิพลจากสุโขทัยและล้านนาระยะแรกได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของช่างพะเยาอย่างเด่นชัด

พระพุทธรูปในช่วงนี้จึงเป็นกลุ่มที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์สามารถใช้เป็นตัวอย่างสำคัญในการอธิบาย “สกุลช่างพะเยา”

ระยะที่ 5 — ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 23

หลังช่วงรุ่งเรืองสูงสุด รูปแบบเริ่มเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ของล้านนา

เมื่ออาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าใน พ.ศ. 2101 การสร้างงานศิลปกรรมยังคงดำเนินต่อไป แต่รูปแบบมีแนวโน้มเป็นพื้นเมืองและท้องถิ่นมากขึ้น และไม่แสดงความประณีตหรือความเป็นแบบแผนเดียวกับช่วงคลาสสิกอย่างเด่นชัด

อย่างไรก็ตาม ควรระวังการตีความว่า “สกุลช่างพะเยาหยุดสร้างทันที” หลังพุทธศตวรรษที่ 21 เพราะหลักฐานชี้ว่าการสร้างงานยังดำเนินต่อมา เพียงแต่รูปแบบมีการเปลี่ยนแปลงและค่อย ๆ กลายเป็นศิลปะพื้นเมืองมากขึ้น

จารึกบนฐานพระพุทธรูป : เสียงของคนสร้างที่หลงเหลืออยู่

หลักฐานที่ทำให้การศึกษาพระพุทธรูปหินทรายพะเยามีน้ำหนักมากขึ้น คือ “จารึก” โดยเฉพาะจารึกที่ฐานพระพุทธรูป

ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรพบจารึกฐานพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งในจังหวัดพะเยา ซึ่งมีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 21–22 และจารึกด้วยอักษรฝักขาม ตัวอย่างเช่น จารึกฐานพระพุทธรูปพระเจ้าพ่อจน ซึ่งระบุชื่อผู้สร้างว่า “พ่อจน” และเป็นฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ทำจากหินทราย

ยังพบตัวอย่างอื่น เช่น จารึกฐานพระพุทธรูป “พระพุทธสรณัง” ซึ่งระบุชื่อผู้สร้างว่า “แม่คำเชียง” และทำจากหินทรายสีแดง รวมทั้งจารึกฐานพระพุทธรูป “พระพุทธตัณหังกร” ซึ่งระบุชื่อผู้สร้างและมีการกำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21–22

หลักฐานเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกอายุ เพราะยังสะท้อนว่า การสร้างพระพุทธรูปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางศาสนาของผู้คนในชุมชน และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นปกครอง

ชื่อบุคคลที่ปรากฏบนฐานพระพุทธรูปทำให้เราเห็น “คนธรรมดา” อยู่เบื้องหลังศิลปกรรม เช่น พ่อบุญ พ่อจน แม่คำเชียง หรือบุคคลอื่น ๆ ซึ่งร่วมสร้างพระถวายเป็นพุทธบูชา

ดังนั้น พระพุทธรูปหินทรายพะเยาจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโบราณวัตถุ แต่ยังเป็นหลักฐานทางสังคมที่บอกถึงศรัทธา เครือข่ายชุมชน และวัฒนธรรมการทำบุญของผู้คนในอดีต

“จารึกที่แหล่งตัดหิน” กับหลักฐานจากต้นทาง

อีกหลักฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือจารึกที่พบ ณ แหล่งตัดหินทรายบริเวณตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา

ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยระบุว่าจารึกดังกล่าวใช้อักษรฝักขาม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21–22 และพบอยู่บริเวณแหล่งตัดหินทรายโดยตรง โดยข้อความกล่าวถึงการมีพระพุทธรูปอยู่ใต้หินก้อนหนึ่ง

หลักฐานนี้ช่วยเชื่อม “แหล่งวัตถุดิบ” เข้ากับ “วัฒนธรรมการสร้างพระพุทธรูป” ได้อย่างน่าสนใจ

ศักดิ์ชัย สายสิงห์เสนอว่า จารึกที่แหล่งตัดหินสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการกำหนดอายุของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับจารึกและรูปแบบพระพุทธรูปในพื้นที่ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21–22

แต่ในทางวิชาการควรใช้คำว่า “หลักฐานประกอบ” มากกว่าการกล่าวว่าเป็นหลักฐานที่พิสูจน์อายุของพระพุทธรูปทุกองค์ เพราะพระพุทธรูปแต่ละองค์อาจถูกสร้างต่างช่วงเวลา และการกำหนดอายุทางศิลปกรรมยังต้องอาศัยการเปรียบเทียบหลายองค์ประกอบร่วมกัน

เวียงลอ : พื้นที่สำคัญของพระพุทธรูปหินทราย

นอกจากเมืองพะเยาแล้ว “เวียงลอ” ในอำเภอจุน เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีหลักฐานพระพุทธรูปหินทรายจำนวนมาก

เวียงลอเป็นเมืองโบราณในเขตล้านนาที่มีแม่น้ำอิงไหลผ่าน และภายในพื้นที่พบวัดร้างจำนวนมาก หลักฐานจากการสำรวจและขุดค้นพบทั้งพระพุทธรูปหินทรายและพระพุทธรูปสำริดจำนวนมาก

การศึกษาพระพุทธรูปในเวียงลอพบพระพุทธรูปหินทรายหลายกลุ่ม ตั้งแต่รูปแบบที่ใกล้เคียงเชียงแสนสิงห์หนึ่งในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลสุโขทัย และกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะของพะเยาในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21

หลักฐานจากเวียงลอจึงช่วยยืนยันภาพใหญ่ที่ว่า “สกุลช่างพะเยา” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเขตเมืองพะเยาปัจจุบัน แต่มีการกระจายตัวตามเครือข่ายเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำอิง และพื้นที่ใกล้เคียง

งานศึกษาบางชิ้นยังพบว่าพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยากระจายไปตามเมืองโบราณตั้งแต่พะเยาไปจนถึงเวียงเชียงของ รวมถึงบริเวณเชียงรายและเชียงแสน ซึ่งสะท้อนเครือข่ายการติดต่อของชุมชนตามเส้นทางแม่น้ำ

ฐานพระพุทธรูปและประติมากรรมประกอบ : อีกด้านหนึ่งของสกุลช่างพะเยา

ความน่าสนใจของศิลปะพะเยาไม่ได้อยู่เฉพาะองค์พระ

ในบางกลุ่มยังพบประติมากรรมรูปช้างที่เกี่ยวข้องกับฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่น่าสนใจของงานประติมากรรมสกุลช่างพะเยา

ช้างในบริบทศิลปกรรมล้านนามีความหมายเชิงคติจักรวาลและการค้ำจุนพระพุทธศาสนา การพบช้างประดับฐานพระพุทธรูปในงานพะเยาจึงสะท้อนว่าช่างไม่ได้สร้างเฉพาะ “องค์พระ” แต่ยังสร้างระบบประติมากรรมประกอบที่สัมพันธ์กับคติความเชื่อทางพุทธศาสนา

เมื่อมองเช่นนี้ พระพุทธรูปหนึ่งองค์จึงควรถูกศึกษาในฐานะส่วนหนึ่งของชุดศิลปกรรม ทั้งฐาน องค์พระ เครื่องประกอบ และพื้นที่ศาสนสถาน มากกว่าการตัดองค์พระออกจากบริบทเดิมแล้วพิจารณาเพียงรูปแบบของพระพักตร์

พระพุทธรูปหินทรายกับพระพุทธรูปสำริด : ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรมองแยกกัน

ข้อสังเกตสำคัญจากงานวิจัยคือ พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างโดดเดี่ยวจากพระพุทธรูปสำริด

ในช่วงพัฒนาการสำคัญ ช่างพะเยารับแรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปสำริดล้านนา โดยเฉพาะกลุ่มเชียงแสนสิงห์สอง แล้วนำมาปรับให้เหมาะกับวัสดุหินทราย

จึงอาจกล่าวได้ว่า “สกุลช่างพะเยา” เป็นผลจากการพบกันของอย่างน้อยสามสิ่ง คือ

  • หนึ่ง — รูปแบบพระพุทธรูปจากล้านนาและเชียงแสน
  • สอง — อิทธิพลจากสุโขทัยและเครือข่ายพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์
  • สาม — ความสามารถของช่างท้องถิ่นในการนำรูปแบบเหล่านั้นมาปรับให้เข้ากับวัสดุและรสนิยมของเมืองพะเยา

ความเป็นพะเยาจึงไม่ได้เกิดจากการ “ไม่รับอิทธิพลใคร” แต่เกิดจากการรับอิทธิพลแล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นภาษาทางศิลปะของตนเอง

เหตุใดพระพุทธรูปพะเยาจึงมีรูปลักษณ์ที่จดจำได้

ถ้าต้องสรุปเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาให้คนทั่วไปจำได้ อาจมองผ่านภาพรวมดังนี้

“พระพักตร์รูปไข่หรือค่อนข้างเสี้ยม พระขนงเป็นสันต่อกับพระนาสิก พระโอษฐ์มีลักษณะตวัดขึ้น เม็ดพระศกเป็นเหลี่ยมคล้ายตารางหรือยอดแหลม พระวรกายโปร่งเพรียว นิ้วยาวเสมอกัน และนิยมทำปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ”

แต่คำอธิบายนี้เป็นเพียง “ภาพรวม” ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะพระพุทธรูปสกุลช่างพะเยามีพัฒนาการหลายช่วงเวลา และในแต่ละช่วงได้รับอิทธิพลจากศิลปะภายนอกแตกต่างกัน

การเห็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีเม็ดพระศกเป็นเหลี่ยม จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทันทีว่าเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างพะเยา นักวิชาการจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับพระพักตร์ พระขนง พระนาสิก พระโอษฐ์ สัดส่วนองค์พระ ฐาน เทคนิคการแกะสลัก วัสดุ จารึก ตลอดจนบริบททางโบราณคดีของสถานที่พบ

พระพุทธรูปหินทรายพะเยาไม่ใช่ “ศิลปะที่หยุดนิ่ง”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาคือ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบตามเวลา

จากพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลเชียงแสนในระยะแรก ค่อย ๆ รับรูปแบบสุโขทัย จากนั้นพัฒนามาเป็นรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะของพะเยา และรุ่งเรืองที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นงานพื้นเมืองมากขึ้นในช่วงหลัง

กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปกรรมไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เปลี่ยนไปพร้อมกับเมือง ผู้คน การเมือง ศาสนา การเดินทาง และเครือข่ายช่าง

เมื่อพะเยาเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์กับศูนย์กลางอำนาจและศาสนาหลายแห่ง รูปแบบศิลปะจึงเคลื่อนไหวตามไปด้วย

จากพระพุทธรูปสู่ประวัติศาสตร์ของผู้คน

หากมองพระพุทธรูปหินทรายพะเยาในระดับที่ลึกกว่า “ความสวยงาม” เราจะพบว่าแต่ละองค์เป็นหลักฐานหลายชั้น

  • ชั้นแรกคือหลักฐานทางศาสนา แสดงถึงความศรัทธาและการสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา
  • ชั้นที่สองคือหลักฐานทางศิลปกรรม แสดงให้เห็นพัฒนาการของช่างท้องถิ่นและความสัมพันธ์กับศิลปะเชียงแสน สุโขทัย และล้านนา
  • ชั้นที่สามคือหลักฐานทางเทคโนโลยี แสดงความสามารถในการเลือกหิน การสกัดหิน การแกะสลัก และการตกแต่งพื้นผิว
  • ชั้นที่สี่คือหลักฐานทางสังคม เพราะจารึกฐานพระพุทธรูปหลายองค์ระบุชื่อผู้สร้างหรือผู้ถวาย ทำให้เห็นว่าการสร้างพระไม่ได้เป็นกิจกรรมของชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับผู้คนในชุมชนด้วย
  • และชั้นที่ห้าคือหลักฐานทางภูมิศาสตร์วัฒนธรรม เพราะการกระจายตัวของพระพุทธรูปหินทรายตั้งแต่เมืองพะเยาไปตามลุ่มแม่น้ำอิงและพื้นที่ใกล้เคียง สะท้อนเครือข่ายการเดินทางและการติดต่อของผู้คนในอดีต

แล้ว “พระเจ้าตนหลวง” เป็นพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาหรือไม่?

ประเด็นนี้ควรแยกให้ชัด เพราะมักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

“พระเจ้าตนหลวง” วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ไม่ใช่พระพุทธรูปหินทราย แต่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย และกรมศิลปากรระบุว่าเป็นศิลปะสกุลช่างเชียงแสน สร้างใน พ.ศ. 2034 ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมศิลปากร

ดังนั้น การกล่าวว่า “พระเจ้าตนหลวงคือพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา” จึงไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าตนหลวงมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาและวัฒนธรรมของเมืองพะเยา และวัดศรีโคมคำเองก็เป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานจารึกฐานพระพุทธรูปหินทรายหลายหลัก จึงควรศึกษา “พระเจ้าตนหลวง” และ “พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา” ในฐานะหลักฐานคนละกลุ่ม แต่เกิดขึ้นในภูมิทัศน์วัฒนธรรมเดียวกันของเมืองพะเยา

มรดกที่เหลืออยู่จากเมืองช่างหิน

ทุกวันนี้พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยากระจายอยู่ตามวัด พิพิธภัณฑ์ และแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง บางองค์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ บางองค์เหลือเพียงเศียร บางองค์เหลือเพียงส่วนพระวรกายหรือฐาน และอีกจำนวนหนึ่งแตกหักจากการถูกทำลายหรือการเคลื่อนย้ายในช่วงเวลาต่าง ๆ

เวียงลอเป็นตัวอย่างหนึ่งของพื้นที่ที่พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณวัดร้าง ซึ่งสะท้อนทั้งความรุ่งเรืองในอดีตและความเปลี่ยนแปลงของเมืองในเวลาต่อมา

พระพุทธรูปเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “ของเก่า” ที่หลงเหลือจากอดีต แต่เป็นหลักฐานที่สามารถช่วยต่อเรื่องราวของเมืองพะเยาขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งประวัติศาสตร์เมือง ประวัติศาสตร์ศาสนา เครือข่ายช่าง การเคลื่อนย้ายผู้คน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพะเยากับเมืองอื่นในล้านนา

สรุป : ความงามของหินที่กลายเป็นภาษาของเมืองพะเยา

พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ศิลปะล้านนาไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ประกอบด้วยสกุลช่างและศูนย์กลางทางศิลปกรรมหลายแห่ง

พะเยามีเส้นทางพัฒนาของตนเอง เริ่มจากการรับอิทธิพลเชียงแสนและสุโขทัย ก่อนพัฒนารูปแบบเฉพาะขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 และรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ของล้านนา

ความสำคัญของพระพุทธรูปเหล่านี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “สร้างจากหินทราย” เท่านั้น แต่อยู่ที่การที่ช่างพะเยาสามารถนำข้อจำกัดของหินมาสร้างภาษาทางศิลปะของตนเอง จนเกิดพระพักตร์ พระขนง พระโอษฐ์ เม็ดพระศก และสัดส่วนพระวรกายที่กลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของสกุลช่าง

และเมื่ออ่านร่วมกับจารึกที่ฐานพระพุทธรูป รวมถึงหลักฐานจากแหล่งตัดหินและเมืองโบราณ เราจะเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้นว่า เบื้องหลังพระพุทธรูปหินทรายแต่ละองค์คือเมืองหนึ่งเมือง ชุมชนหนึ่งชุมชน ช่างหลายรุ่น และผู้คนจำนวนมากที่ฝากศรัทธาและชื่อของตนไว้กับก้อนหิน

หินจึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุของพระพุทธรูป

แต่กลายเป็น “เอกสารทางประวัติศาสตร์” ของเมืองพะเยา

และเป็นหนึ่งในภาษาที่ชัดเจนที่สุดที่บอกว่า ครั้งหนึ่งลุ่มน้ำอิงเคยเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างสรรค์พุทธศิลป์ในโลกล้านนา


พะเยาทีวี เรียบเรียง/รวบรวมเบื้องต้น

มุ่งหมายเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น เนื้อหารายละเอียดผู้อ่านสามารถค้นคว้าจากเอกสารวิชาการและแหล่งความรู้เพิ่มเติมได้

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

  1. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา (The Payao School Sandstone Buddha Image), วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ. 2532 — เป็นงานศึกษาหลักที่ใช้จำแนกรูปแบบ พัฒนาการ อิทธิพล และลำดับอายุของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา
    ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  2. กรมศิลปากร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่, “พระพุทธรูปปางมารวิชัย หินทรายสกุลช่างพะเยา” — ข้อมูลวัตถุ รูปแบบ พุทธศตวรรษ วัสดุ และลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา
    กรมศิลปากร – พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
  3. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, “จารึกที่แหล่งตัดหิน” — หลักฐานจารึกอักษรฝักขาม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21–22 ซึ่งพบ ณ แหล่งตัดหินทราย ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
    ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย – ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  4. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย — ข้อมูลจารึกฐานพระพุทธรูปในจังหวัดพะเยา เช่น จารึกฐานพระพุทธรูปพระเจ้าพ่อจน พระพุทธสรณัง พระพุทธตัณหังกร และจารึกอื่น ๆ ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สร้าง วัสดุ รูปแบบ และอายุ
  5. มูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์, “พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา” โดยสร้อยสุรีย์ ศรีเมือง และชาวบ้านเวียงลอ — ข้อมูลภาคสนามและการจำแนกพระพุทธรูปหินทรายในพื้นที่เวียงลอ รวมถึงพัฒนาการของรูปแบบในแต่ละช่วงเวลา
    มูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์
  6. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ฐานข้อมูลแหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์, “โบราณสถานเวียงลอ” — ข้อมูลบริบทเมืองโบราณเวียงลอ วัดร้าง และการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายและสำริดจำนวนมาก
  7. กรมศิลปากร, ข้อมูล “พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ” — ใช้ตรวจสอบและแยกประเภทพระเจ้าตนหลวงออกจากกลุ่มพระพุทธรูปหินทราย โดยข้อมูลกรมศิลปากรระบุว่าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย
  8. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะล้านนา, กรุงเทพฯ: มติชน, 2556, หน้า 259–262 และ สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย–ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2555, หน้า 152–156 — เป็นเอกสารอ้างอิงที่กรมศิลปากรระบุไว้ประกอบองค์ความรู้เรื่องพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้ใช้ “พุทธศตวรรษ” ตามกรอบที่ปรากฏในงานวิชาการเดิม และไม่ได้ตีความอายุพระพุทธรูปทุกองค์ว่าอยู่ในช่วงเดียวกัน เพราะการกำหนดอายุพระพุทธรูปโบราณต้องพิจารณาร่วมกันทั้งรูปแบบ จารึก วัสดุ เทคนิค และบริบททางโบราณคดี การใช้คำว่า “ยุคทอง” หรือ “ระยะคลาสสิก” จึงหมายถึงกรอบการวิเคราะห์ของงานศึกษาศิลปประวัติศาสตร์ที่อ้างถึง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าพระพุทธรูปทุกองค์ในพะเยาสร้างขึ้นในช่วงเดียวกัน

Exit mobile version