วิวรรณ แสงจันทร์ นักโบราณคดีอิสระ : ผู้พยายามถอดรหัสอรณาจักรภูกามยาวที่ยิ่งใหญ่
ถ้าถามคนพะเยาในวันนี้ว่า “ภูกามยาว” คืออะไร คำตอบส่วนใหญ่อาจไม่ไกลไปกว่าการบอกว่าเป็นชื่อเดิมของเมืองพะเยา หรือชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยา แต่หากย้อนกลับไปอ่านตำนาน เอกสารโบราณ และมองผ่านหลักฐานทางโบราณคดี ภาพที่ปรากฏกลับใหญ่กว่านั้นมาก
ภูกามยาวไม่ได้เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรมของ “ล้านนาตะวันออก” ที่เชื่อมโยงผู้คนและเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่บริเวณลุ่มน้ำอิง ลุ่มน้ำกก ไปจนถึงพื้นที่ที่ปัจจุบันอยู่ในเชียงราย ลำปาง รวมถึงบางส่วนของประเทศลาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ภูกามยาวยิ่งใหญ่แค่ไหน” แต่คือ เหตุใดเรื่องราวของอาณาจักรแห่งนี้จึงเหลืออยู่ในความรับรู้ของคนรุ่นปัจจุบันเพียงเล็กน้อย ทั้งที่หลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่บอกเราว่า เมืองแห่งนี้ยังมีเรื่องให้ค้นหาอีกมาก
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราชวน “อ.วิวรรณ แสงจันทร์ นักโบราณคดีอิสระ”มาพูดคุยถึงอดีตของภูกามยาว ผ่านทั้งเอกสาร ตำนาน และหลักฐานจากผืนดิน
อ.วิวรรณไม่ได้เป็นคนพะเยาโดยกำเนิด เธอเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะเข้าศึกษาด้านโบราณคดี และทำงานกับกรมศิลปากรในช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นจึงออกมาทำงานภาคเอกชนและทำงานด้านโบราณคดีในฐานะนักโบราณคดีอิสระ
จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจภาคเหนือมาจากความชอบเรื่องตำนานและเรื่องราวของเมืองโบราณตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“ภาคเหนือนี้ตำนานและประวัติศาสตร์เยอะ” เธอเล่า
จากความสนใจนั้นทำให้เธอเข้ามาทำงานในพื้นที่ภาคเหนือ และได้ศึกษาหลายจังหวัด ก่อนที่จะเข้ามาสัมผัสกับพะเยาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นก็คือ แม้พะเยาจะมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างมาก แต่การศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่กลับมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและจำนวนโครงการขุดค้นอย่างเป็นระบบ
ที่ผ่านมา พื้นที่พะเยามีการขุดค้นทางโบราณคดีในจุดสำคัญอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่น เวียงลอ ร่องไฮ และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินงานเป็นช่วง ๆ
นั่นหมายความว่า สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับอดีตของพะเยาในวันนี้ อาจเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของเรื่องราวทั้งหมด
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการสนทนาคือเรื่อง “อาณาเขต”
ในความเข้าใจของคนปัจจุบัน ภูกามยาวมักถูกผูกเข้ากับจังหวัดพะเยา แต่ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ การมองภูกามยาวด้วยเส้นเขตจังหวัดในปัจจุบันอาจทำให้เราเห็นภาพเล็กเกินไป
อ.วิวรรณเริ่มต้นด้วยการอธิบายภูมิศาสตร์ของล้านนา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นกลุ่มลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำปิง–กวง ซึ่งสัมพันธ์กับล้านนาตะวันตก และกลุ่มลุ่มน้ำกก–อิง ซึ่งสัมพันธ์กับล้านนาตะวันออก
ในโลกของล้านนาตะวันออก เมืองสำคัญอย่างนครเงินยาง เชียงแสน และภูกามยาว ต่างมีเรื่องราวและตำนานของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตำนานของเมืองเหล่านี้ไม่ได้เล่าเรื่องราวของกันและกันมากนัก ทั้งที่ในทางภูมิศาสตร์พื้นที่มีอาณาเขตติดต่อกัน
เอกสารของแต่ละเมืองต่างเล่าถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของเมืองตนเอง จนทำให้เกิดคำถามทางประวัติศาสตร์ว่า เมืองเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างไรในโลกความเป็นจริง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16–17 เมื่อมีเรื่องราวของ *ขุนจอมธรรม* เชื้อสายจากนครเงินยาง เข้ามาฟื้นฟูเมืองภูกามยาว
คำว่า “ฟื้นฟู” เองมีความหมายสำคัญ เพราะไม่ได้หมายความว่าเมืองภูกามยาวถูกทิ้งร้างจนไม่มีผู้คนอยู่ หากแต่สะท้อนภาพของเมืองที่มีอยู่เดิม และมีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองหรือราชวงศ์
เมื่อถามว่า แล้วภูกามยาวมีขนาดใหญ่เพียงใด คำตอบจากการสนทนาครั้งนี้ทำให้ภาพของภูกามยาวขยายออกไปจากแผนที่จังหวัดพะเยาอย่างมาก
ทางตะวันออกมีความเชื่อมโยงไปถึงเขตนครเงินยาง–เชียงแสน ทางตะวันตกเชื่อมโยงกับพื้นที่หริภุญชัย ทางใต้ลงไปถึงพื้นที่ลำปางและบริเวณประตูผา ขณะที่ทางเหนือสัมพันธ์กับพื้นที่ลุ่มน้ำและดินแดนที่เชื่อมต่อไปทางเชียงราย
ส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือยังมีการกล่าวถึงเมืองหนองขวาง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และทางตะวันออกยังมีการกล่าวถึงเมืองคอบในพื้นที่ประเทศลาว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะ “อาณาเขต” ของรัฐในโลกโบราณไม่ได้มีเส้นเขตแดนแบบรัฐชาติสมัยใหม่ การพูดว่าพื้นที่ใดเป็น “ของ” อาณาจักรใด จึงอาจหมายถึงพื้นที่อำนาจ การเมือง เครือข่ายเมือง หรือเขตอิทธิพล มากกว่าการมีเส้นพรมแดนที่แน่นอนเหมือนปัจจุบัน
นี่เป็นจุดที่ทำให้เรื่องภูกามยาวน่าสนใจขึ้นอีกระดับ
เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอาจไม่ใช่ “จังหวัดพะเยาในอดีต” แต่คือเครือข่ายของเมืองและผู้คนที่มีความสัมพันธ์กันในพื้นที่กว้างใหญ่ของล้านนาตะวันออก
คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบเดียวที่สามารถปิดประเด็นได้
หลักฐานทางเอกสารทำให้เราสามารถพูดถึงภูกามยาวได้อย่างชัดเจนในช่วงก่อนหรือราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 โดยเฉพาะเรื่องราวของขุนจอมธรรม
แต่โบราณวัตถุที่พบในพื้นที่กลับบอกเราว่า ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและใช้พื้นที่บริเวณนี้ก่อนหน้านั้นอีกมาก
อ.วิวรรณยกตัวอย่างเครื่องมือโลหะและโบราณวัตถุบางประเภทที่พบในพื้นที่พะเยา ซึ่งมีรูปแบบที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมโบราณในจีนตอนใต้และยูนนานได้ และบางชิ้นมีอายุเก่าแก่ระดับหลายพันปี
แต่ตรงนี้มีข้อควรระวังอย่างยิ่ง
การพบโบราณวัตถุที่มีอายุเก่าแก่ ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเรียกชุมชนในยุคนั้นว่า “อาณาจักรภูกามยาว” ได้ทันที
สิ่งที่หลักฐานบอกได้ในเบื้องต้นคือ พื้นที่พะเยามีประวัติการอยู่อาศัยและเครือข่ายวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่ายุคภูกามยาวที่ปรากฏในเอกสารอย่างแน่นอน
ส่วนความต่อเนื่องจากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์มาสู่เมืองภูกามยาวในเวลาต่อมา เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยการขุดค้นและการวิเคราะห์หลักฐานเพิ่มเติม
—
#เวียงลอ : เมืองที่ยังมีชีวิต
หนึ่งในหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์พะเยาคือ *เวียงลอ*
การขุดค้นที่เวียงลอเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และพบทั้งโบราณสถาน หลุมฝังศพ และโบราณวัตถุจำนวนมาก
สิ่งที่ทำให้เวียงลอแตกต่างจากแหล่งโบราณคดีบางแห่งคือ ลักษณะของเมืองยังมีองค์ประกอบของความเป็นเมืองให้เห็นค่อนข้างชัด ทั้งแนวกำแพงเมือง ระบบน้ำ และพื้นที่ที่ยังมีชุมชนอาศัยอยู่
เวียงลอจึงไม่ใช่เพียง “เมืองโบราณที่ตายแล้ว”
แต่เป็นพื้นที่ที่อดีตกับปัจจุบันยังซ้อนทับกันอยู่
ผู้คนยังทำนาอยู่รอบพื้นที่โบราณสถาน และเมื่อมองจากมุมประวัติศาสตร์ ที่นาเหล่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับระบบ *ที่กัลปนา* ซึ่งเป็นที่ดินหรือผลประโยชน์จากที่ดินที่ถูกถวายเพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนาและการดำรงอยู่ของวัด
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ภูมิทัศน์ที่คนพะเยาเห็นว่าเป็น “ทุ่งนา” ในวันนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและศาสนาที่ดำรงอยู่รอบเมืองโบราณมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
—
#ร่องไฮ : หลักฐานที่เปิดประตูสู่เมืองเก่า
อีกพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญคือ *ร่องไฮ*
การขุดค้นที่ร่องไฮในปี พ.ศ. 2561 เป็นงานโบราณคดีครั้งสำคัญของพะเยา เพราะช่วยเปิดให้เห็นโครงสร้างและผังของชุมชนโบราณริมกว๊านพะเยา รวมทั้งโบราณวัตถุและหลักฐานทางศาสนาที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าสิ่งของที่ถูกค้นพบ คือ “สิ่งที่ยังไม่ได้ขุด”
เพราะรอบพื้นที่ยังมีเนินโบราณสถานอีกจำนวนมาก
หมายความว่า สิ่งที่นักโบราณคดีรู้จักในวันนี้อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของระบบเมืองและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่เคยดำรงอยู่ริมกว๊านพะเยา
—
#หลักฐานที่สำคัญที่สุด บางครั้งไม่ใช่พระพุทธรูป
คนทั่วไปมักคิดว่า หากพูดถึงโบราณคดี สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดต้องเป็นพระพุทธรูป เครื่องทอง หรือโบราณวัตถุชิ้นใหญ่
แต่สำหรับนักโบราณคดี หลักฐานชิ้นเล็ก ๆ อาจสำคัญไม่แพ้กัน
เศษภาชนะดินเผา เศษอิฐ กระดูก เครื่องมือโลหะ ชั้นดิน หรือแม้แต่ตำแหน่งที่สิ่งของถูกพบ ล้วนสามารถช่วยบอกเรื่องราวของอดีตได้
เพราะโบราณคดีไม่ได้ศึกษาเพียงว่า “เราเจออะไร”
แต่ต้องถามต่อว่า
*เจอที่ไหน
*อยู่ชั้นดินใด
*อยู่ร่วมกับอะไร
*สร้างขึ้นเมื่อใด
*ถูกใช้โดยใคร
*และถูกทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร
นี่คือเหตุผลที่ อ.วิวรรณย้ำว่า การขุดค้นโดยพลการสามารถทำลายข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้ แม้ผู้ขุดจะมีเจตนาดีก็ตาม
หากพบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ สิ่งสำคัญคือการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการภายใต้กระบวนการทางวิชาการและกฎหมาย
เพราะการขุดแบบ “เจอพระก็หยิบพระ” อาจทำให้เราได้วัตถุหนึ่งชิ้น แต่สูญเสียเรื่องราวทั้งชั้นดิน
—
#จารึกพะเยา : เมืองที่อาจมีบทบาททางภูมิปัญญามากกว่าที่คิด
อีกหลักฐานที่น่าสนใจอย่างมากคือ “จารึก”
ในพื้นที่พะเยามีการพบศิลาจารึกจำนวนมาก และมีจารึกบางชิ้นที่ยังเป็นประเด็นให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบอักษรและพัฒนาการของภาษา
หนึ่งในตัวอย่างที่กล่าวถึงในการสนทนาคือจารึกหินทรายจากพื้นที่พานและเวียงลอ ซึ่งมีการตีความเกี่ยวกับรูปแบบอักษรและเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา
หากการศึกษาในอนาคตสามารถระบุอายุและพัฒนาการของอักษรได้ชัดเจนขึ้น หลักฐานเหล่านี้อาจช่วยตอบคำถามสำคัญว่า พะเยามีบทบาทอย่างไรในเส้นทางการถ่ายทอดภาษา อักษร และความรู้ทางศาสนาในล้านนาตะวันออก
เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะพะเยาอาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองทางผ่านระหว่างเชียงแสนกับหริภุญชัย
แต่อาจเป็นพื้นที่ที่มีการผลิต ถ่ายทอด และปรับเปลี่ยนองค์ความรู้ด้วยตัวเอง
หลักฐานทางสถาปัตยกรรมก็สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภูกามยาวกับเมืองอื่น ๆ ได้เช่นกัน
ตัวอย่างหนึ่งคือ *พระธาตุล้านเตี้ย*ที่บ้านสันต้นแหน ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์สะท้อนอิทธิพลจากศิลปกรรมหลายยุคหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเส้นทางการรับและปรับใช้รูปแบบทางศิลปกรรมในพื้นที่ภูกามยาว
อีกพื้นที่สำคัญคือ *วัดป่าแดง*
บริเวณป่าแดงและพื้นที่ใกล้เคียงมีร่องรอยโบราณสถานจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนานิกายป่าแดงในพะเยา
ที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงพะเยา แต่มีการกล่าวถึงการเชื่อมโยงของคณะสงฆ์และองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาไปยังเชียงตุงและพื้นที่อื่น ๆ
นี่ทำให้เห็นว่า เมืองโบราณไม่ได้เชื่อมต่อกันเพียงด้วยการค้าและการเมือง
แต่ยังเชื่อมต่อกันผ่านพระสงฆ์ การศึกษา ภาษา ศิลปกรรม และความเชื่อ
—
#เมืองพะเยาอาจยังมี “เมืองอีกเมือง” อยู่ใต้พื้นดิน
อ.วิวรรณมองว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดของโบราณคดีพะเยาอาจไม่ใช่สิ่งที่ค้นพบแล้ว
แต่คือสิ่งที่ยังไม่ได้ค้นพบ
ปัจจุบันเรารู้จักโบราณสถานในจังหวัดพะเยาจำนวนมาก และหากนับแหล่งโบราณสถานทั้งหมด ตัวเลขมีมากกว่าร้อยแห่ง แต่พื้นที่ที่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบยังมีเพียงไม่กี่แห่ง
นั่นหมายความว่า ระหว่างเวียงลอ ร่องไฮ วัดร้าง เนินโบราณสถาน และพื้นที่ชุมชนเก่า ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอการศึกษา
โดยเฉพาะบริเวณเมืองพะเยาเดิม
เราอาจกำลังอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์หลายชั้นซ้อนกัน ตั้งแต่ชุมชนโบราณ เมืองในยุคภูกามยาว การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ล้านนา ไปจนถึงเมืองพะเยาในปัจจุบัน
แต่หลายชั้นของประวัติศาสตร์เหล่านั้นยังไม่ได้ถูกเปิดออก
เมื่อถามว่าอะไรคือความยิ่งใหญ่ของภูกามยาว คำตอบอาจไม่ใช่จำนวนตารางกิโลเมตร หรือจำนวนเมืองที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจ
ความยิ่งใหญ่อาจอยู่ที่การเป็น “จุดเชื่อมต่อ”
เชื่อมลุ่มน้ำอิงกับลุ่มน้ำกก
เชื่อมล้านนาตะวันออกกับล้านนาตะวันตก
เชื่อมเชียงแสนกับหริภุญชัย
เชื่อมโลกของการค้าเข้ากับโลกของศาสนา
และเชื่อมผู้คน ภาษา ความเชื่อ ศิลปกรรม และองค์ความรู้จากดินแดนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ภูกามยาวจึงอาจไม่ได้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่เพียงอย่างเดียว
แต่ยิ่งใหญ่เพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ผู้คนและวัฒนธรรมหลายสายมาพบกัน
บทสนทนากับนักโบราณคดีครั้งนี้ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญอย่างหนึ่ง
พะเยามีหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก แต่การศึกษายังไม่มากพอที่จะตอบคำถามทั้งหมด
หลายพื้นที่ยังไม่เคยขุดค้น
หลายโบราณสถานยังไม่มีการศึกษารายละเอียด
หลายจารึกยังต้องการผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์
และหลายโบราณวัตถุที่ชาวบ้านพบในพื้นที่เกษตรกรรมอาจกำลังรอการตรวจสอบทางวิชาการ
ดังนั้น การบอกว่า “พะเยาไม่มีประวัติศาสตร์” หรือ “ไม่มีอะไรให้ค้น” จึงอาจตรงกันข้ามกับความจริง
ปัญหาอาจไม่ใช่เราไม่มีอดีต
แต่คือ *เรายังขุดลงไปไม่ลึกพอ*
และอาจเป็นไปได้ว่า เมืองที่คนพะเยารู้จักในชื่อ “พะเยา” ในวันนี้ ยังมีเรื่องราวของ “ภูกามยาว” อีกหลายชั้นซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน
เรื่องที่รอทั้งนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ชุมชน และคนรุ่นใหม่กลับไปค้นหา
—
#“เราไม่ได้กำลังค้นหาของเก่า แต่กำลังค้นหาคำอธิบายว่าเราเป็นใคร”
สิ่งหนึ่งที่ได้จากการพูดคุยกับ อ.วิวรรณ คือ โบราณคดีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหาพระพุทธรูป เจดีย์ หรือวัตถุโบราณเพื่อนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
สิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียง “หลักฐาน”
สิ่งที่นักโบราณคดีต้องการจริง ๆ คือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังหลักฐานเหล่านั้น
ใครเป็นคนสร้างเมือง
ผู้คนดำรงชีวิตอย่างไร
พวกเขาค้าขายกับใคร
เดินทางไปทางไหน
นับถือศาสนาอย่างไร
ใช้ภาษาและตัวอักษรแบบใด
เมืองหนึ่งสัมพันธ์กับอีกเมืองหนึ่งอย่างไร
และท้ายที่สุด ผู้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของคนพะเยาในวันนี้อย่างไร
คำถามเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้การศึกษาภูกามยาวมีความหมายมากกว่าการรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีต
เพราะเมื่อเรารู้จักเมืองที่เราอยู่มากขึ้น เราก็อาจเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย
และบางที “ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรภูกามยาว” อาจไม่ได้อยู่ที่อดีตอันไกลโพ้นเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่คำถามว่า *คนพะเยาในวันนี้จะทำอย่างไรกับมรดกที่ยังเหลืออยู่*
เพราะใต้ผืนดินของพะเยายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกเล่า
และบางที เรื่องราวที่สำคัญที่สุดของเมืองนี้ อาจยังไม่ถูกค้นพบด้วยซ้ำ




