วุฒิสาร ตันไชย : “เมืองแห่งการเรียนรู้” ไม่ใช่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่คือการทำให้คนมีโอกาสใช้ชีวิตที่ดีขึ้น
- จากคำบรรยายช่วงปาฐกถาของ ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ในเวที Learning City Mini Forum วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยพะเยาในวาระครบรอบ 15 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 พร้อมมองว่ามหาวิทยาลัยควรเป็น “ที่พึ่งของพื้นที่” และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคนและชุมชนโดยรอบ
แก่นความคิดสำคัญของเขาคือ “การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศพัฒนา และทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น” แต่ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีระบบการศึกษาเท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติ คนยังได้รับโอกาสและคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากัน ทั้งระหว่างโรงเรียน ครู อุปกรณ์ และโอกาสของเด็กแต่ละกลุ่ม
ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคน “ได้เท่ากัน” แต่ต้องทำให้ช่องว่างไม่กว้างจนเกินไป และต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ทำให้เด็กทุกคนสามารถ “อยู่รอดและใช้ชีวิตได้” ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน
เด็กไม่ได้มีปัญหาเหมือนกัน จึงไม่ควรใช้วิธีแก้แบบเดียวกัน
ช่วงหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการเปรียบเทียบระบบการศึกษากับ “รถไฟ”
กลุ่มแรกคือคนที่อยู่บนรถไฟแล้ว แต่ก็ยังมีความแตกต่างกัน บางคนอยู่ชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 หรือชั้นพรีเมียม สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับคุณภาพของระบบให้คนที่อยู่แต่ละระดับได้รับมาตรฐานที่ดีขึ้น
กลุ่มที่สองคือคนที่ต้องลงจากรถไฟก่อนถึงปลายทาง เพราะมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่การลงจากระบบการศึกษาไม่ได้หมายความว่าควรหมดโอกาสเรียนรู้ คนกลุ่มนี้ต้องมี “สถานี” ให้ไปต่อผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กลุ่มที่สามคือเด็กที่ยังอยู่บนรถไฟ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบ เช่น เด็กที่มีปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ หรือการตั้งครรภ์ก่อนวัยเรียน หน้าที่ของสังคมคือค้นหาและสร้างทางเลือกเพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้หลุดออกไปโดยไม่มีทางกลับมา captions (3)
และกลุ่มสุดท้ายคือเด็กที่ “ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานีรถไฟอยู่ที่ไหน” ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โครงการ Thailand Zero Dropout จึงต้องเข้าไปค้นหาเด็กเหล่านี้ถึงพื้นที่ และตรงนี้เองที่เขามองว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ปัญหาและประชาชนมากที่สุด
แล้ว “เมืองแห่งการเรียนรู้” คืออะไร?
สำหรับวุฒิสาร เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เมืองที่มีโรงเรียนดีหรือมีกิจกรรมการศึกษาเยอะเท่านั้น
แต่คือ “เมืองที่สร้างระบบนิเวศให้คนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต”
เขาเปรียบเมืองแห่งการเรียนรู้เหมือน “สถานีระหว่างทางที่คนสามารถลงจากรถไฟแล้วอยู่ได้” เมืองต้องสร้างทั้งข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ อาชีพ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย การเดินทาง และโอกาสในการดำรงชีวิต
เพราะฉะนั้น เมืองแห่งการเรียนรู้จึงควรเป็น “เมืองแห่งโอกาส” ไม่ใช่แค่เมืองแห่งการศึกษา
เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การทำให้เมืองได้รับตราหรือเป็นสมาชิกเครือข่ายเท่านั้น แต่ต้องทำให้คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
“เมืองเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน”
อีกแนวคิดหนึ่งที่วุฒิสารย้ำหลายครั้งคือ “เมืองเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน”
เขามองว่าการพัฒนาประเทศไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิรูปโครงสร้างใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจาก “จุดเล็ก ๆ ที่แข็งแรง” ได้
เมืองที่มีเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง จะช่วยให้เศรษฐกิจประเทศแข็งแรง เมืองที่ทำให้คนมีสุขภาพดีจะช่วยยกระดับสุขภาพของประเทศ และเมืองที่สร้างระบบการศึกษาที่ดี ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพคนทั้งประเทศ captions (3)
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับ ท้องถิ่น มากขึ้น เพราะการแก้ปัญหาการศึกษาควรลงไปถึงโรงเรียน การแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตควรลงไปถึงเมือง และการแก้เศรษฐกิจควรเริ่มจากเศรษฐกิจฐานราก
ทำไมท้องถิ่นต้องเข้ามาทำ “เมืองแห่งการเรียนรู้”
วุฒิสารมองว่าท้องถิ่นมีต้นทุนสำคัญ 3 เรื่อง คือ
หนึ่ง — ความรับผิดชอบทางสังคม
ท้องถิ่นอยู่กับประชาชนและเห็นปัญหาของคนในพื้นที่โดยตรง
สอง — อำนาจหน้าที่
ท้องถิ่นมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ และการพัฒนาคนในรูปแบบต่าง ๆ
สาม — ความรับผิดชอบต่อประชาชน
เมื่อประชาชนต้องการให้ท้องถิ่นแก้ปัญหา ท้องถิ่นสามารถตอบสนองได้เร็วกว่าโครงสร้างส่วนกลางบางส่วน
ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าการทำเมืองแห่งการเรียนรู้ต้องอาศัย “อิสระ ความกล้าหาญ และนวัตกรรม” มากขึ้น ไม่ควรกลัวจนไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่ โดยมีหลักสำคัญคือ สิ่งที่ทำต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและต้องไม่ทุจริต
จากปี 2562 ถึงวันนี้: จากแนวคิดสู่เครือข่าย
วุฒิสารเล่าว่า แนวคิดเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เขาเคยพูดถึงตั้งแต่ปี 2562 ในเวลานั้นยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ เขาเคยเปรียบเมืองเหมือนเครื่องยนต์ที่ต้องมี “ปั๊มน้ำมัน” อยู่ทั่วเมือง เพื่อให้ผู้คนเติมความรู้และข้อมูลได้ตลอดเวลา
แต่วันนี้แนวคิดดังกล่าวพัฒนาขึ้นมาก จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่พื้นที่ ปัจจุบันเขาระบุว่า มีเมืองแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย 13 เมือง และเริ่มมีเนื้อหา กิจกรรม เครือข่าย และกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้น โดยมหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเมือง
ในมุมนี้ การลงนามความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยพะเยา–กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา–สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพิธีลงนาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายและองค์ความรู้เรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และนานาชาติ โดยก่อนหน้านี้ผู้จัดงานระบุว่าความร่วมมือดังกล่าวมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเวทีโลก
ถ้าสรุปคำพูดของวุฒิสารให้เหลือประโยคเดียว ผมคิดว่าใจความคือ:
“เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่การสร้างเมืองให้คนมาเรียน แต่คือการสร้างเมืองที่ทำให้คนทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้ มีโอกาสใช้ชีวิต และมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
และปลายทางของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เมืองจะได้ชื่อว่าเป็น “Learning City” หรือได้เข้าเครือข่ายมากขึ้นเท่าไร แต่อยู่ที่ คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประโยคปิดที่สำคัญมากของปาฐกถาครั้งนี้

- ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหาร กสศ. บรรยายในหัวข้อ “พลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน”




