หลวงพ่อนาก พระพุทธรูปจากพะเยา ที่กำลังเล่าเรื่องเมืองพะเยาให้คนทั้งประเทศฟัง
หลวงพ่อนากเป็นหลักฐานว่าพะเยาเคยเป็นพื้นที่ที่โลกสุโขทัยและล้านนามาพบกัน และคนในยุคนั้นได้สร้างงานพุทธศิลป์ของตัวเองขึ้นจากการพบกันดังกล่าว
หากมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่คนพะเยาควรหยุดมองให้นานกว่าปกติ พระพุทธรูปองค์นั้นคือ “หลวงพ่อนาก” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ถูกเก็บรักษาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่กำลังบอกเราว่า เมื่อกว่า 500 ปีก่อน เมืองพะเยาเคยเป็นพื้นที่ที่ศิลปะสุโขทัยและล้านนามาพบกัน และเกิดเป็นงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

หลวงพ่อนากปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องล้านนา ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ พุทธลักษณะขององค์พระมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะหากมองจากพระวรกาย จะเห็นความงามแบบศิลปะสุโขทัยอย่างเด่นชัด พระองค์เพรียวบางได้สัดส่วน มีสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี ขณะเดียวกันพระพักตร์และท่านั่งขัดสมาธิเพชรกลับมีลักษณะใกล้เคียงศิลปะล้านนา
นี่จึงไม่ใช่พระสุโขทัยหรือพระล้านนาแบบใดแบบหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นหลักฐานของการพบกันระหว่างสองวัฒนธรรมทางศิลปะ และนักวิชาการจัดหลวงพ่อนากไว้ในกลุ่มพุทธศิลป์ที่สะท้อนพัฒนาการของ ศิลปะสกุลช่างพะเยา
แม้ชื่อ “หลวงพ่อนาก” จะทำให้หลายคนนึกถึงพญานาค แต่ที่มาของชื่อในข้อมูลด้านพุทธศิลป์กลับเกี่ยวข้องกับวัสดุที่ใช้สร้างองค์พระมากกว่า การหล่อพระพุทธรูปโดยทั่วไปนิยมใช้สำริด ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดง ดีบุก รวมถึงอาจมีทองคำและเงิน แต่หลวงพ่อนากมีสัดส่วนทองแดงมากกว่าปกติ ทำให้ผิวองค์พระมีสีแดงเรื่อ ๆ คล้ายสีของโลหะที่เรียกว่า “นาก” จึงอาจเป็นที่มาของชื่อเรียกองค์พระในเวลาต่อมา
แต่สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อนากมีความสำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงความงามขององค์พระ หากเป็น จารึกที่ฐานพระพุทธรูป ซึ่งช่วยระบุทั้งผู้สร้างและช่วงเวลาที่สร้างอย่างชัดเจน
จารึกระบุว่าองค์พระถูกสร้างขึ้นใน มหาศักราช 1398 หรือ พ.ศ. 2019 ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าติโลกราช โดยกล่าวถึงพระเจ้ายุธิษฐิระว่าเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทองหรือสำริดองค์นี้ น้ำหนัก 14,000 และสร้างขึ้นเพื่อดำรงพระพุทธศาสนา
ตรงนี้ทำให้เรื่องของหลวงพ่อนากเชื่อมกลับมายังบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์พะเยา นั่นคือ พระเจ้ายุธิษฐิระ
พระเจ้ายุธิษฐิระมีพื้นเพจากสายราชวงศ์สุโขทัย เดิมเป็นเจ้าเมืองสองแควหรือพิษณุโลก ก่อนจะมีความขัดแย้งกับพระบรมไตรโลกนาถ และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา ต่อมาพระเจ้าติโลกราชโปรดให้มาครองเมืองพะเยา
จารึกอีกหลักหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลานี้ระบุว่า ใน จ.ศ. 836 หรือ พ.ศ. 2017 พระเจ้าติโลกราชให้ “พญาสองแควเก่า” มากินเมืองพะเยา และให้สร้างบ้านพองเต่าเป็นที่อยู่ นั่นหมายความว่าเพียงประมาณสองปีต่อมา ใน พ.ศ. 2019 พระเจ้ายุธิษฐิระก็ปรากฏชื่ออยู่บนจารึกฐานหลวงพ่อนากในฐานะผู้สร้างพระพุทธรูปองค์สำคัญ
เมื่อมองข้อมูลสองส่วนเข้าด้วยกัน หลวงพ่อนากจึงไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ แต่เป็นวัตถุที่ทำให้เรามองเห็นช่วงเวลาหนึ่งของเมืองพะเยาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ช่วงเวลานั้นพะเยากำลังเป็นพื้นที่สำคัญทางการเมือง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ขณะเดียวกันพระเจ้ายุธิษฐิระซึ่งมีพื้นฐานจากโลกสุโขทัยก็เข้ามามีบทบาทในเมืองพะเยาภายใต้การปกครองของล้านนา
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการที่ “คนสุโขทัยเข้ามาอยู่พะเยา” แต่เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมขึ้นด้วย รูปแบบพระพุทธรูปจึงมีทั้งความอ่อนช้อยแบบสุโขทัยและลักษณะเฉพาะของล้านนา จนเกิดเป็นงานที่สะท้อนความเป็นพะเยาในเวลานั้น
และถ้าต้องการเข้าใจหลวงพ่อนากให้ลึกกว่านั้น เราต้องย้อนกลับไปยังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์พระ นั่นคือ วัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุญนาค หรือวัดป่าแดงบุนนาค ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา
พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่วัดโบราณธรรมดา เพราะภายในเขตโบราณสถานมีเนินโบราณสถานจำนวนมากถึง 25 เนินที่ยังไม่ได้ขุดแต่งทางโบราณคดีทั้งหมด กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานพื้นที่ประมาณ 72 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา
เดิมพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยวัดป่าแดงหลวงดอนไชยกับวัดบุนนาค ซึ่งอยู่ใกล้กัน ก่อนจะกลายเป็นวัดร้างและถูกรวมพื้นที่เข้าด้วยกันในภายหลัง วัดบุนนาคมีเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบสุโขทัย มีชั้นเขียงและมาลัยเถาสามชั้น สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรมจากสุโขทัยอย่างชัดเจน
บริเวณวัดยังพบหลักฐานจารึกสำคัญ โดยเฉพาะจารึก พย.9 ซึ่งกล่าวถึงวัดพญาร่วงและพระมหาเถรติกประหญา อารามาธิบดี ใน พ.ศ. 2042 ชื่อ “พญาร่วง” ในบริบทนี้มีการสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับพระเจ้ายุธิษฐิระ และยิ่งทำให้พื้นที่วัดบุนนาคเชื่อมโยงกับยุคสมัยของพระองค์มากขึ้น
แต่เรื่องของหลวงพ่อนากไม่ได้จบอยู่เพียงประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะองค์พระยังมีเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนความสูญเสียของโบราณวัตถุในเมืองพะเยา
ในปี พ.ศ. 2460 วัดบุนนาคซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างและไม่มีผู้ดูแล ถูกคนร้ายลักลอบขุดเจดีย์ประธาน ตามบันทึกของพระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะเมืองพะเยา มีการพบร่องรอยการขุดและหีบหินขนาดใหญ่ ก่อนจะติดตามจับผู้ก่อเหตุได้ที่บ้านร้อง อำเภองาว ซึ่งอยู่ห่างจากพะเยาออกไปทางใต้กว่า 30 กิโลเมตร
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีพระพุทธรูปโลหะผสมองค์หนึ่งรอดจากการถูกหลอมเพื่อเอาโลหะ และถูกยึดนำไปเก็บไว้ที่ศาลจังหวัดเชียงราย พระพุทธรูปองค์นั้นต่อมาก็คือ หลวงพ่อนาก
กระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเชียงรายในปี พ.ศ. 2469 พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย และต่อมาได้รับพระราชทานให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จนกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในกรุงเทพฯ
เรื่องราวนี้ทำให้หลวงพ่อนากมีสถานะพิเศษอย่างหนึ่ง เพราะองค์พระไม่ได้เพียง “ย้ายสถานที่” จากพะเยาไปกรุงเทพฯ แต่เส้นทางขององค์พระสะท้อนประวัติศาสตร์อีกด้านของเมืองพะเยา นั่นคือการสูญหาย การลักลอบขุดโบราณสถาน และการที่วัตถุสำคัญของท้องถิ่นจำนวนหนึ่งถูกนำออกไปจากพื้นที่
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หลักฐานในพื้นที่วัดบุนนาคยังบอกว่า หลวงพ่อนากอาจไม่ใช่พระพุทธรูปองค์เดียวที่สูญหายจากเหตุการณ์ในพื้นที่
บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจดีย์ประธาน มีแผ่นปูนซีเมนต์จารข้อความระบุว่า คนร้ายเคยขุดองค์พระเจดีย์และพบพระทองคำหน้าตักกว่า 20 นิ้วถึง 4 องค์ ก่อนนำไปหลอมเพื่อเอาทองคำ แม้ข้อความดังกล่าวจะระบุปี พ.ศ. 2480 แต่เมื่อตรวจสอบกับเอกสารประวัติศาสตร์ กลับพบว่าเหตุการณ์การลักลอบขุดวัดบุนนาคที่มีหลักฐานบันทึกไว้เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2460 จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนเรื่องปีในข้อความที่จารไว้ภายหลัง
แต่สาระสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือ พระพุทธรูปสำคัญจากวัดบุนนาคไม่ได้มีเพียงองค์เดียวที่สูญหายไป
พระพุทธรูปอีก 4 องค์ที่ถูกหลอมอาจมีพุทธศิลป์งดงามไม่แพ้หลวงพ่อนาก แต่วันนี้เราไม่สามารถเห็นพระเหล่านั้นได้อีกแล้ว
นี่อาจเป็นส่วนที่เจ็บปวดที่สุดของเรื่องหลวงพ่อนาก
เพราะเมื่อเรามองหลวงพ่อนากอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เราอาจมองเห็นเพียงพระพุทธรูปสำริดงดงามองค์หนึ่ง แต่หากมองย้อนกลับไปยังพะเยา เราจะเห็นทั้งเมือง เห็นวัดโบราณ เห็นพระเจ้ายุธิษฐิระ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับล้านนา เห็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางพุทธศิลป์ และเห็นชะตากรรมของโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีโอกาสเดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์
ดังนั้น หลวงพ่อนากจึงไม่ควรถูกเล่าเพียงว่าเป็น “พระพุทธรูปสุโขทัยที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”
เพราะความจริงที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หลวงพ่อนากเป็นหลักฐานว่าพะเยาเคยเป็นพื้นที่ที่โลกสุโขทัยและล้านนามาพบกัน และคนในยุคนั้นได้สร้างงานพุทธศิลป์ของตัวเองขึ้นจากการพบกันดังกล่าว
องค์พระยังมีชื่อของ พระเจ้ายุธิษฐิระ จารึกอยู่ที่ฐาน บอกปีการสร้างอย่างชัดเจน และเชื่อมโยงกับภูมิประเทศจริงของเมืองพะเยา ผ่านวัดป่าแดงบุนนาคและกลุ่มโบราณสถานโดยรอบ
สำหรับคนพะเยา เรื่องของหลวงพ่อนากจึงอาจไม่ใช่คำถามเพียงว่า “พระองค์นี้อยู่ที่ไหน”
แต่ควรถามต่อว่า ทำไมพระพุทธรูปองค์หนึ่งจากพะเยาจึงมีความสำคัญมากพอที่จะช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์เมืองทั้งเมืองได้
และอีกคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ เมื่อพะเยามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับคนรุ่นก่อนอย่างหลวงพ่อนากมากมาย เราจะทำอย่างไรให้คนพะเยารุ่นปัจจุบันได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ของเก่า” แต่คือส่วนหนึ่งของคำตอบว่า เมืองพะเยาที่เราอยู่ทุกวันนี้ เคยเป็นเมืองแบบไหน และกำลังจะเลือกเป็นเมืองแบบใดต่อไป
เรียบเรียงเพื่อสร้างการรับรู้เท่านั้น
ควรอ่านและดูเพิ่มเติม




